“Solar d” มาตรฐานที่มาคู่กับความเรียบง่าย+ปลอดภัยสูง เตรียมเปิดตัวแบตเตอรี่ลิเธียมปลายปีนี้

21 ก.ย. 2560

               ตลอดระยะเวลากว่า 5 ปี บนเส้นทางโซลาร์เซลล์ที่มีการวางแนวทางการตลาดเอาไว้ตั้งแต่ต้นว่าต้องการนำเสนอระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์คุณภาพมาตรฐาน ISO9001 มีการบริหารจัดการแบบเน้นความเรียบง่ายปลอดภัยสูง ด้วยทีมงานมืออาชีพ มีการเทรนนิ่งสม่ำเสมอ และมีวิศวกรควบคุมการทำงานนั้น มีส่วนอย่างมากที่ทำให้ “Solar d” ได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างรวดเร็วด้วยความมั่นใจในระบบโซลาร์รูฟท็อปที่บริษัทแห่งนี้นำเสนอสู่ตลาด

                ทั้งนี้ การวางตำแหน่งสินค้าที่ชัดเจนเช่นนั้นเป็นไอเดียของ คุณสัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท โซลาร์ ดี คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด ที่สนใจธุรกิจพลังงานทางเลือกตั้งแต่เมื่อครั้งยังทำงานอยู่ในธุรกิจปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกิจการส่วนตัวเกี่ยวกับแพ็กเกจจิ้งพลาสติกที่มีต้นทุนขึ้นลงตามราคาน้ำมัน และในกระบวนการผลิตจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมากๆ มีส่วนทำให้เขาคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน ทั้งยังมีแนวคิดว่าหากสามารถคอนโทรลราคาพลังงานได้น่าจะเป็นสิ่งที่ดี เลยสนใจศึกษาเรื่องนี้มานานนับสิบปี แต่ก็ยังไม่มีความพร้อมเข้าสู่ธุรกิจนี้ เพราะต้นทุนและเทคโนโลยีของโซลาร์เซลล์ยังเป็นอุปสรรค จนกระทั่งประเมินว่าทุกอย่างพัฒนาถึงจุดที่เริ่มพร้อมก็เลยตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจโซลาร์เซลล์เมื่อห้าปีที่แล้ว

               “ตอนนั้นผมเริ่มต้นธุรกิจด้วยการศึกษารายละเอียดว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องการใช้โซลาร์เซลล์ ก็ได้คำตอบว่าเป็นลูกค้ากลุ่มบ้านที่มีกำลังซื้อ มีการใช้ไฟฟ้ามากอยู่แล้ว เลยทำตลาดเจาะกลุ่มบ้านด้วยการไปออกงานบ้านและสวน  งานสถาปนิกสยาม เพื่อให้เจอลูกค้าโดยตรง ซึ่งก็ได้รับความสนใจมากพอสมควร แต่มีอุปสรรคเรื่องราคา เมื่อห้าปีที่แล้วราคายังค่อนข้างสูง บ้านไหนใช้ไฟเดือนละหมื่น ต้องติดตั้งแผงโซลาร์ขนาดสิบกิโลวัตต์ ราคาจะสูงถึงแปดแสนกว่าบาท ทำให้ลูกค้ายังไม่มากเท่าที่ควร”

                อย่างไรก็ตาม หลังจากแนะนำสินค้าสู่ตลาดไม่กี่เดือนก็เป็นจังหวะที่รัฐบาลสนับสนุนให้บริษัทเอกชนและบ้านที่สนใจสมัครเข้าโครงการโซลาร์รูฟท็อปขายไฟให้การไฟฟ้าในราคา 6.50 บาท/กิโลวัตต์ ประกอบกับช่วงเวลานั้นราคาแผงและอินเวอร์เตอร์เริ่มลดลงมาอยู่ในระดับที่ลูกค้าเริ่มให้ความสนใจ บริษัทฯจึงได้แนะนำให้ลูกค้าที่สนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์เข้าร่วมโครงการขายไฟให้การไฟฟ้า เพราะลูกค้ากลุ่มบ้านมักจะมีปัญหาผลิตไฟได้ตอนกลางวันทำให้ไม่แมตซ์กับการใช้งานที่มักจะเป็นเวลากลางคืนหลังเลิกงาน ซึ่งทำให้ลูกค้าให้การตอบรับในระดับที่น่าพอใจ

                “สินค้าที่เรานำเสนอจะเน้นคุณภาพที่ต้องได้มาตรฐาน แผงโซลาร์เซลล์ของเรานำเข้าจากเกาหลี แบรนด์แอลจี เป็นแผงที่มีประสิทธิภาพสูง ผลิตไฟได้ 17-21% น้ำหนักเบาที่สุดในตลาด มีสินค้าครบไลน์ และมีการรับประกันสินค้า 25 ปี ส่วนอินเวอร์เตอร์แบรนด์เอสเอ็มเอนำเข้าจากเยอรมัน คือเราจะคัดเกรดเลือกสินค้าที่เป็นแบรนด์ระดับโลกเท่านั้น”

                ถึงแม้ว่าโรงงานในเกาหลีจะมีศักยภาพสูง ผลิตแผงได้หลากหลายชนิด แต่ “คุณสัมฤทธิ์” พอใจที่จะบริหารจัดการให้ทุกอย่างเรียบง่ายด้วยการเลือกสินค้ารุ่นที่มีคุณภาพดี ซึ่งเป็นแผงชนิด Mono Crystalline มาจำหน่ายในเมืองไทยเพียงรุ่นเดียว โดยสั่งซื้อจำนวนมาก ๆ เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดีในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป ขณะเดียวกันก็พยายามคิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่คนไทยมักกังวล ทั้งในเรื่องความทนทาน และความปลอดภัยเมื่อใช้งานนานๆ ที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงคงทนของอุปกรณ์เท่านั้น หากแต่ทีมงานติดตั้งต้องเป็นมืออาชีพ มีการเทรนนิ่งสม่ำเสมอ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ระบบของบริษัทต้องมีคุณภาพดี ต้องแน่ใจว่าหลังจากส่งมอบงานแล้ว จะไม่เกิดปัญหาจนลูกค้าต้องเรียกให้กลับเข้าไปซ่อม

               “ระบบโซลาร์เซลล์ดูเผินๆ เหมือนแค่เอาแผงเข้าไปวางแล้วต่อไฟ เอาเข้าจริงแล้วเป็นงานคอนสตรัคชั่นย่อมๆ ก่อนจะติดตั้งบนหลังคาได้จะต้องมีสตรัคเจอร์เชื่อมกับตัวอาคาร ต้องระวังไม่ให้หลังคารั่ว ต้องมีโครงขึ้นมารองรับแผง ต้องมีการคำนวณว่าน้ำหนักที่เหมาะสมต้องเป็นเท่าไหร่ ขันน็อตแน่นแล้วจะหลุดไหม การเดินสายไฟที่ต้องผ่านจุดต่างๆ ของอาคารต้องเดินให้ได้มาตรฐาน เมื่อต่อกับอินเวอร์เตอร์แล้วมีระบบป้องกันดีพอไหม สิ่งเหล่านี้ต้องมีความละเอียดในการทำงานทุกจุด ฉะนั้นตรงนี้ต้องโยงกลับไปที่ระบบคุณภาพ ซึ่งเราได้รับมาตรฐาน ISO9001 สามารถยืนยันว่ามีระบบที่แน่ใจได้ว่ามีคุณภาพและมีวิศวกรควบคุมการทำงาน”

 

               ด้วยวิธีการทำงานที่เน้น “ขายระบบ” อันหมายถึงการให้บริการครบวงจรตั้งแต่การคัดสรรอุปกรณ์ การออกแบบงานติดตั้ง การส่งทีมช่างชำนาญงานไปติดตั้ง มีทีมบริการหลังการขาย จึงทำให้ทีมงานกว่า 30 คนของบริษัท ฯ มีพนักงานที่เชี่ยวชาญครบทุกด้าน มีทั้งวิศวกร คนเขียนแบบ ฝ่ายอาร์แอนด์ดี ฝ่ายขาย และทีมเซอร์วิส ที่จะสามารถให้บริการลูกค้าได้จบโดยไม่ต้องเรียกใช้บริการจากที่อื่น

               การวางแผนการตลาดอย่างรอบด้านมาตั้งแต่แรกมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ “Solar d” แจ้งเกิด มียอดขายปีแรกประมาณ 10 ล้านบาท โดยเริ่มเติบโตก้าวกระโดดในช่วงปี พ.ศ. 2557-2558 ที่รัฐบาลสนับสนุนให้ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป และมียอดเติบโตต่อเนื่องเมื่อได้ลูกค้าที่เป็นภาครัฐและเอกชน จนกระทั่งล่าสุดมียอดขายมากกว่า 100 ล้านบาท/ปี ทั้งยังมีการวางเป้าหมายทางการตลาดในปีนี้ว่าจะเติบโตประมาณ 20%

               “ช่วงหลังๆ โควตาโครงการโซลาร์รูฟท็อปเต็มแต่ก็ยังมีลูกค้าสนใจติดตั้งในลักษณะของการเชื่อมต่อกับสายส่งโดยตรง เพียงแต่ว่าต้องให้คำแนะนำว่าถ้าเป็นลูกค้าบ้านเขาสามารถใช้ไฟได้แค่ไหน สำหรับลูกค้ากลุ่มที่เป็นออฟฟิศและโรงงานปัญหาจะน้อยกว่า เพราะอาคารธุรกิจมีการใช้ไฟกลางวันเยอะอยู่แล้ว เวลาระบบของโซลาร์เซลล์จ่ายไฟออกมา บางอาคารไฟจากโซลาร์ฯอาจจะไม่พอ สองสามปีหลังลูกค้าของเราจะเป็นกลุ่มอาคารธุรกิจเยอะขึ้น มีสัดส่วนมากถึง 90% ถ้าดูในเชิงขนาด แต่ถ้าในเชิงจำนวนบ้าน จำนวนหลัง จำนวนไซต์งาน แน่นอนว่าลูกค้ากลุ่มบ้านเยอะกว่าเพราะมีขนาดเล็กกว่า”

                คุณสัมฤทธิ์เปิดเผยต่อไปอีกว่าลูกค้าที่เป็นอาคารธุรกิจใหญ่ๆ มีหลายแห่ง เช่น เอสแอนด์พี เอสซีจี. ปตท. การไฟฟ้านครหลวง ฯลฯ “อันที่จริงการไฟฟ้านครหลวงลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในอาคารของเขาค่อนข้างเยอะ เพราะกำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ คิดว่าในแง่ของการบริหารจัดการ การไฟฟ้าฯต้องทำโซลาร์เซลล์อยู่แล้ว เพียงแต่ในส่วนของคอร์ บิซิเนส ที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหลักเขาต้องลงทุนเอง ส่วนไหนไม่ใช่คอร์เขาต้องกระจายออกไปให้เอกชนทำด้วยการเปิดประมูล การที่การไฟฟ้านครหลวงฯสนใจลงทุนทำโซลาร์ฯน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะถ้าเขาพูดว่าจะลงทุนเรื่องนี้ตลาดก็จะสนใจว่าการไฟฟ้าฯซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ผลิตไฟฟ้าของประเทศยังให้ความสนใจพลังงานจากแสงอาทิตย์”

                และด้วยมุมมองการตลาดที่เน้นสร้างพันธมิตรทางธุรกิจนั้นมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ “คุณสัมฤทธิ์” ให้ความสำคัญกับการหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ ที่อาจจะต้องมีการเปิดรับตัวแทนจำหน่ายในอนาคต โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจาและยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะยังเป็นห่วงในเรื่องของการควบคุมคุณภาพที่เป็นหัวใจสำคัญของบริษัทฯที่ต้องการโตอย่างมีคุณภาพ อย่างไรก็ตาม ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า “Solar d” กำลังเตรียมเปิดตัวแบตเตอรี่ลิเธียมซึ่งจะใช้กักเก็บพลังงานจากโซลาร์เซลล์ ที่เข้ามาเสริมให้ระบบมีความเสถียรมากขึ้น

                “ระบบที่จะนำเสนอจะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเลือกใช้ไฟฟ้าจากแหล่งไหนก็ได้ในราคาที่ต่ำสุด ณ เวลานั้น ถ้าหากขณะนั้นราคาไฟฟ้าที่ผลิตจากหลังคาต่ำกว่าราคาไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ หรือการไฟฟ้าฯ ระบบก็จะเลือกใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้ แต่เมื่อใดก็ตามที่ไฟฟ้าดับ ไม่มีไฟจากหลังคา หรือคำนวณแล้วค่าไฟจากการไฟฟ้าแพงในช่วงเวลานั้น ระบบก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้ ซึ่งจะทำให้อาคารหรือบ้านนั้นๆ มีระบบไฟฟ้าที่เสถียรในราคาต่อหน่วยที่ไม่แพงจนเกินไป เพราะระบบจะเลือกใช้ไฟฟ้าที่ต้นทุนถูกที่สุดมาใช้โดยอัตโนมัติ”

                ทั้งหมดนี้คือมุมมองและทิศทางการตลาดในอนาคตของ คุณสัมฤทธิ์ สิทธิวรานุวงศ์ แห่ง “Solar d” ที่ต้องจับตามองกันต่อไปว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน?