“NIU” มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มาพร้อมแอพพลิเคชั่นบอกการทำงานของตัวรถ

6 เม.ย. 2561

                หากจะโฟกัสนวัตกรรมยานยนต์ล้ำสมัยในงานมอเตอร์โชว์ 2018 เห็นทีต้องล็อกพิกัดอยู่ตรงบูธของ Sharenovation (แชร์โนเวชั่น) ที่ขนยานยนต์ไฟฟ้า 100% มาโชว์ถึง 3 แบรนด์ โดยมีรถยนต์ไฟฟ้า 2 แบรนด์ คือ Tesla และ BYD ส่วนอีกแบรนด์อยู่ในหมวดมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือ “นิว” NIU E-Scooter ที่นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด

                การจัดโชว์ E-Scooter คู่กับมือถือมีส่วนดึงดูดให้ “Intrend energy” แวะเข้าไปคุยกับคุณณัฐศักดิ์ ธงอินเนตร EV PROJECT DIRECTOR บริษัท ชาริช โฮลดิ้ง จำกัด ทำให้ได้ความรู้ว่า “NIU” (นิว) เป็นสกูตเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Electric Scooter) ที่มี GPS ติดตามตำแหน่งด้วยการเชื่อมต่อกับระบบ NIU Cloud และ Application NIU E-Scooter ทีจะบ่งบอกสถานะการใช้งานทั้งหมดของรถ โดยรถสามารถวิ่งได้ 65 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่่งครั้ง ทำความเร็วสูงสุดได้ 67 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนของแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน เป็นของพานาโซนิค ขนาด 1.740 kWh รุ่น M1 มีน้ำหนัก 8 กก. รุ่น N1 น้ำหนัก 10 กก. ที่สามารถถอดชาร์จไฟได้ทุกที่ตามต้องการ มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นของ Bosch ประเทศเยอรมนี

                อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของสกูตเตอร์ไฟฟ้าคันนี้กลับไม่ใช่ความอัจฉริยะของนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อได้ทราบความเป็นมาของผู้พัฒนานวัตกรรมนี้ขึ้นมาว่าเริ่มต้นจากความคิดที่ว่าหลายสิ่งหลายอย่างในโลกสามารถคอนเน็กกับโทรศัพท์มือถือ แล้วทำไมไม่พัฒนามอเตอร์ไซค์ที่คอนเน็กกับโทรศัพท์ขึ้นมาบ้าง ก็เลยมีการพัฒนารถสกูตเตอร์คันนี้ขึ้นมา แล้วทำ Crowdfunding ขึ้นมาจนกระทั่งสามารถระดมทุนได้เกือบพันล้าน โดยผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีน 4 คนที่เก่งทางด้านไอที เมื่อแนะนำสู่ตลาดโลกในปี 2016 ก็ประสบความสำเร็จในประเทศโซนยุโรป ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 400,000 คัน และมีร้านจำหน่าย “NIU” มากกว่า 500 แห่งทั่วโลก

                “จุดเด่นของรถคือเรามี App ที่สามารถบอกสถานะของตัวรถได้ว่าอยู่ตรงไหน แบตเตอรี่ที่มีอยู่สามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร ขณะที่วิ่งอยู่มีแบตเหลืออยู่กี่เปอร์เซ็นต์ เวลาชาร์จบอกได้ว่าขณะนั้นชาร์จไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องใช้เวลากี่ชั่วโมงถึงจะเต็ม โดยไม่ต้องเดินไปดูที่รถ คือมันเป็นระบบทำงานแบบแฮนดี้อลาม เวลาล็อครถแล้วถ้าหากรถถูกเคลื่อนย้ายจากจุดเดิมที่จอดอยู่เกินร้อยเมตรจะมีสัญญาณเตือนมาที่ตัวโทรศัพท์ ทำให้รู้ว่ารถถูกขโมย เจ้าของรถสามารถแทร็กกิ้งตามได้เลยว่ารถไปอยู่ที่จุดไหนแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะพัฒนาให้สามารถใช้มือถือสตาร์ทรถ พกมือถือเครื่องเดียวทำได้ทุกอย่าง”

                คุณณัฐศักดิ์ เปิดเผยต่อไปว่าผู้ลงทุนสร้างนวัตกรรมนี้ขึ้นมาเป็นชาวจีนที่มีความคิดว่าไม่อยากทำตลาดนี้เอง เขาต้องการทำตลาดระดับโลก เลยไปเปิดตัวรถครั้งแรกที่งานโชว์รถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกอย่าง SIGMA ที่ประเทศอิตาลี ทำให้ได้ลูกค้าในโซนยุโรปเกือบทั้งหมด มีทั้งออสเตรีย ฮังการี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลี ฯลฯ ทำให้มีรถรุ่นนี้วิ่งในยุโรปเยอะมาก

                 สำหรับตลาดเมืองไทยบริษัทไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เท่าที่ญี่ปุ่น แต่จะมุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการใช้ของใหม่ๆ สนใจอยากได้ของที่ตอนนี้ยังอยู่ในกระแส และมีความรู้สึกว่าอยากมีประสบการณ์ตรงนั้นก่อนคนอื่น “เราเน้นเจาะตลาดกลุ่มนี้ ไม่ได้ลงระดับแมส ก็เลยไม่ได้คาดหวังยอดขายมากมาย ถ้าได้ตามข่าวรถใช้ไฟฟ้าจะทราบว่ารถไฟฟ้าไม่ได้มีราคาถูกกว่ารถใช้เครื่องยนต์ ด้วยราคาแบตเตอรี่เองค่อนข้างสูงอยู่ แต่อีกไม่นานถ้าคนใช้กันเยอะ มีวอลุ่มใหญ่ขึ้น ราคาก็จะถูกลง...

                “ตอนนี้เราตั้งราคารถอยู่ที่ 98,000 บาท รถมีสองรุ่นคือ M1 และ N1  แต่ที่เอามาโชว์แค่ N1 รุ่นเดียว อีกรุ่นหนึ่งรถจะมีขนาดเล็ก นั่งได้คนเดียว ไม่เหมาะกับการวิ่งบนถนน  เหมาะสำหรับขับขี่ในหมู่บ้าน เราก็เลยไม่ได้นำเข้ามาจำหน่าย สำหรับรุ่นที่นำเข้ามาเป็น N1 รุ่นคันใหญ่ สามารถนั่งซ้อนท้ายได้ จดทะเบียนได้ สามารถนำรถออกไปวิ่งบนถนนได้ ถ้าเรามองถึงการใช้งาน มองถึงอรรถประโยชน์ระยะยาว ก็จะมีความคุ้มค่า”

                ทั้งนี้ “คุณณัฐศักดิ์” ยังได้อธิบายถึงการชาร์จว่าถ้าชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มรถวิ่งได้ประมาณ 60-80 กม. แล้วแต่ลักษณะการขับขี่ว่าเร็วหรือช้า โดยรถทำความเร็วสูงสุดได้ 70 กม./ชม. ถ้าชาร์จแบตจาก 0 จนเต็มจะใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่โดยปกติไม่เคยมีใครปล่อยให้แบตหมดถึง O ส่วนใหญ่จะเหลือประมาณ 20% ก็นำไปชาร์จ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ทั้งนี้รถที่ใช้ไฟฟ้า 100% มีการเซอร์วิสน้อยมาก เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่มีเครื่องยนต์ และผู้ผลิตรถเองก็ไม่ได้ดีไซน์ออกมาให้ต้องเข้าศูนย์บ่อยๆ ฉะนั้นการแมนเทอร์แนนท์จะง่ายมาก

                “ถ้าดูในคู่มือรถ  100 กม.แรกให้ดูเรื่องผ้าเบรก ความสึกของยาง น็อตมีตัวไหนหลวมไหม ถ้าทำเองได้ก็ทำเองได้เลย หลังจากนั้นคือทุกหกเดือน หรือ 3,000 กม. ต้องเช็กพวกผ้าเบรก ยาง และน้ำมันเบรก คือรถสามารถใช้ร่วมกับศูนย์บริการมอเตอร์ไซค์ทั่วไปได้ อย่างผ้าเบรกสามารถถอดตัวผ้าเบรกออกมาเทียบ ถ้าเทียบแล้วช่อง รู ในการยึดตรงกัน ก็ใส่แทนเข้าไปได้เลย ไม่ได้ซีเรียสว่าต้องเอารถเข้าศูนย์ คือเขาดีไซน์ออกมาให้ซ่อมเองได้ ถ้าต้องการจะเข้าศูนย์บริการของเราโดยตรง เรามีศูนย์บริการอยู่ตรงห้าแยกลาดพร้าว”

                “เป้าหมายการทำตลาดระยะแรกเราต้องการทำให้คนไทยเข้าใจรถไฟฟ้าก่อน ก็เลยตั้งเป้าปีนี้ไว้แค่พันคัน การมาออกบูธในงานมอเตอร์โชว์มีจุดหมายหลักเพื่อโชว์นวัตกรรม และให้ข้อมูล จะเห็นว่าบูธ Sharenovation เป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด รถทุกคันที่นำมาโชว์เราได้ทดลองใช้จนรู้ถึงประสิทธิภาพการใช้งานเป็นอย่างดี และต้องการให้คนที่สนใจนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ความรู้ มีความเข้าใจว่ายานยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานได้จริง ไม่ได้คาดหวังยอดขายมากมาย” คุณณัฐศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย