MINE Mobility รถยนต์ไฟฟ้าสายพันธุ์ไทย พร้อมขายปลายปี 2562

2 เม.ย. 2561

                ถึงแม้จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสายพันธุ์ไทยเพียงแบรนด์เดียวในงานมอเตอร์เตอร์โชว์ 2018 แต่ด้วยความตั้งใจนำรถต้นแบบมาโชว์ในงานพร้อมกันทีเดียวแบบจัดเต็มถึง 3 รุ่น คือ รุ่น City Car , MPV และ Sport ทำให้บู๊ธของ “MINE Mobility” ได้รับความสนใจในระดับเกินความคาดหมาย

                แน่นอนว่าความน่าสนใจอันดับแรกก็คือรูปลักษณ์ภายนอกที่ออกแบบมามีดีไซน์ที่ดูคล้ายรถยนต์นำเข้า และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือเป็นแบรนด์รถที่กล้าประกาศว่าเป็นแบรนด์ไทย โดยวิศวกรไทย และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานประกอบรถยนต์ และโรงงานแบตเตอรี่ ลิเธียม ไอออน ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก (EEC) ของประเทศไทย

                จากการที่ได้พูดคุยกับ คุณเมธา จีนขาวขำ หัวหน้าวิศวกรโครงการ บริษัท ไมน์ โมบิลิตี รีเสิร์ช จำกัด ทำให้ได้ข้อมูลทางด้านเทคนิคมาเล่าสู่กันฟังว่ารถ “MINE Mobility” ทุกรุ่นที่นำมาโชว์ในงาน เป็นรถต้นแบบที่ลงทุนวิจัยและพัฒนาโดย “ไมน์ โมบิลิตี รีเสิร์ช” ซึ่งอยู่ในเครือ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) “EA” ที่มีชื่อเสียงในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) และพลังงานลม (Wind turbine) ที่รุกเข้าสู่ธุรกิจ Energy Storage ด้วยการลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่นำไปใช้กับโรงงานไฟฟ้าหมุนเวียนเป็นหลักในเฟสแรก ส่วนเฟสที่สอง เป็นการลงทุนผลิตแบตเตอรี่ป้อนอุตสาหกรรมผลิต-จำหน่ายไฟฟ้า และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า

                “บริษัทฯซื้อเทคโนโลยีผลิตแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน มาจากไต้หวัน แบตเตอรี่ที่ผลิตออกมาจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถพัฒนาไปใช้กับอะไรก็ได้ เพราะมีโครงสร้างเซลเหมือนกัน จากแตกต่างกันตรงแพ็กเกจจิ้ง ในส่วนของแบตเตอรี่ที่นำมาใช้กับรถยนต์เรามีการพัฒนาโมดูลสำหรับออโตโมทีฟโดยเฉพาะ ซึ่งถือว่าเป็นการต่อยอดจากธุรกิจหลักที่เป็นการผลิตแบตเตอรี่เพื่อใช้ในการเก็บกักพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน”

                ขณะเดียวกัน ในส่วนของโรงงานผลิตรถยนต์นั้น กลางปีนี้จะขึ้นโรงงานผลิตในไทย สำหรับรถต้นแบบที่นำมาโชว์ในงานเป็นรถที่สามารถวิ่งใช้งานบนท้องถนนได้จริง 2 รุ่น คือรุ่น City Car กับ MPV ส่วนรุ่น Sport  เป็นเพียงแค่โมเดล โดยรุ่นที่วิ่งได้จริงกำลังอยู่ระหว่างทดสอบ และมีเป้าหมายที่จะผลิตออกมาจำหน่ายในช่วงปลายปี 2562

                 MINE Mobility City Car เป็นรถยนต์สำหรับวิ่งในเมือง ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน 20 กิโลวัตต์อาวร์  มอเตอร์อยู่ที่ 60 กิโลวัตต์ ชาร์จครั้งหนึ่งวิ่งได้ประมาณ 200 กม. ทำความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม.คาดว่าจะตั้งราคาจำหน่ายที่ประมาณ 6 แสนบาท ส่วนรุ่น MPV ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน 30 กิโลวัตต์อาวร์ มอเตอร์ 80 กิโลวัตต์ ชาร์จครั้งหนึ่งวิ่งได้ประมาณ 200 กม. ทำความเร็วสูงสุดได้ 140 กม./ชม.คาดว่าจะตั้งราคาจำหน่ายที่ประมาณ 8-9 แสนบาท

                “ส่วนของแชสซีส์ของรถเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียม คอนเส็ปท์คือไลท์เวต คือยิ่งเบายิ่งประหยัดพลังงาน ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น เรามีการออกแบบทางด้านวิศวกรรม 3D มีการซิมมูเรชั่น ดังนั้นจึงมีการเรื่องของการเทสต์ว่าจะเป็นไปตามซิมมูเรชั่นในคอมพิวเตอร์หรือเปล่า เช่น เทสต์เรื่องความแข็งแรง ความบิดงอ และการชน โพรเสส วิศวกรรมจะดำเนินการอย่างเข้มข้นก่อนที่จะผลิตออกสู่ตลาด”

                “การชาร์จ ถ้าชาร์จโดยใช้ชาร์จจิ้งสเตชั่นของเราจะมีระบบให้เลือกทั้งที่เป็นระบบชาร์จเร็ว (Fast Charge) ที่เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) และกระแสสลับ (AC) การชาร์จด้วยไฟฟ้า DC จะเร็วที่สุดอยู่ที่ 15 นาที  ถ้า AC จะช้าหน่อยอยู่ที่ 25 นาที แต่ถ้าชาร์จด้วยไฟ AC ตามบ้านจะช้าลงไปอีก เพราะอินฟราสตรัคเจอร์ของครัวเรือนไม่ได้รองรับการที่จะดึงกระแสไฟฟ้าที่สูงขนาดนั้น เพราะต้องคำนึงถึงหม้อแปลงและสายไฟที่ต่อเข้าบ้านด้วย ทำให้การชาร์จในบ้านจะใช้เวลาประมาณ 6-7 ชั่วโมง”

                “ส่วนของการชาร์จ บริษัทเรามีแตกไลน์เป็น EA Anywhere ที่ลงทุนเกี่ยวกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ตอนนี้ในกรุงเทพฯเรามีให้บริการประมาณ 200 จุดแล้ว สถานีเราจะมีตามห้างฯ อย่างเช่น สยามพารากอน ซีดีซี คริสตอล ดีไซน์ สยามสแควร์ แม็กวาลู ฯลฯ ต่อไปอาจจะมีตามปั๊มน้ำมัน ถ้าอยากทราบว่ามีที่ไหนบ้างดาวน์โหลดดูได้ที่  EA Anywhere ซึ่งเรามีเป้าหมายจะขยายให้มีถึง 1 พันจุดทั่วกรุงเทพฯภายในปีนี้ หมายความว่า ทุก ๆ 5 กม.จะมีสถานีอัดประจุของเราที่พร้อมให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า”

                อย่างไรก็ตาม การทำตลาดในเบื้องต้น MINE Mobility ไม่ได้มีเป้าหมายที่ผลิตรถออกมาวอลลุ่มเยอะๆ เพื่อทุ่มตลาดแข่งขันกับรถยนต์ญี่ปุ่น แต่จะใช้วิธีการขายจำนวนน้อยๆ เฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้าก่อน โดยหวังว่าทำให้คนไทยให้การตอบรับผลิตภัณฑ์ของคนไทยด้วยกัน