จริงรึ! ไทยจะมีถนนโซลาร์เซลล์ให้รถไฟฟ้าวิ่ง ค้นหาคำตอบได้จาก รัฐกฤชญ์ เนติรฐนนท์กุล ผู้ประกาศขายรถไฟฟ้าคันละ 3 แสน!

18 ก.ย. 2560

                การประกาศทุ่มเม็ดเงิน 2.58 หมื่นล้านบาท หรือราว 760 ล้านดอลลาร์ ตั้งโรงงานประกอบยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย เป็นเงินลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ร่วมกับบริษัท อินเตอร์แพลน ประเทศไนจีเรีย 600 ล้านดอลลาร์ ลงทุนประกอบจักรยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมกับ บริษัท เบนหลิง ประเทศจีน 160 ล้านดอลลาร์ ควบคู่กับการลงทุนธุรกิจสถานีชาร์จไฟฟ้า 500 สถานี ของ “เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่เทคโนโลยีรถไฟฟ้า EV (Electic Vehicle) ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยอย่างมาก

                ความน่าสนใจของการเข้าสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของ “เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป” อาจจะไม่มากมายเท่าไหร่นัก ถ้าหากแผนธุรกิจนี้จะเกิดขึ้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยราคารถ EV เริ่มต้นที่ล้านกว่าบาท

                แต่สิ่งที่กลุ่มทุนรายนี้ประกาศคือแผนธุรกิจที่มีเป้าหมายนำเข้ารถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ETA” มาจำหน่ายในประเทศภายในปี 2561  ด้วยราคารถยนต์ไฟฟ้าเริ่มต้นเพียง 3 แสนบาท/คัน ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 500-1,000 คัน  และตั้งเป้าให้ยอดขายโต 30% ในปี 2562 เมื่อก่อตั้งโรงงานแล้วเสร็จและสามารถผลิตรถออกมาจำหน่ายได้ ขณะที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามีราคาขายเริ่มต้นที่ 4 หมื่นบาท/คัน ตั้งเป้ายอดขายปีแรก 10,000 คัน

                ความเซอร์ไพรส์เกิดขึ้นเพราะเป็นการประกาศรุกตลาดขนส่งและยานยนต์พร้อมกันทีเดียว 3 ผลิตภัณฑ์ คือสถานีชาร์จไฟฟ้า (Charger Station)  รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (E-Bike) และรถยนต์ไฟฟ้า EV ในราคาที่เหลือเชื่อ คือสถานีชาร์จไฟฟ้าสามแสนบาท/สถานี รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสี่หมื่นกว่าบาท/คัน รถไฟฟ้าสามแสนกว่าบาท/คัน ในระยะเวลารวดเร็วเกินคาดคือเริ่มออกสตาร์ทกลางปี 2561

                อะไรกัน! ธุรกิจขนาดใหญ่ยักษ์อย่างนี้จะสามารถเริ่มต้นได้ในราคาที่ถูกและรวดเร็วขนาดนั้นเชียวหรือ?

                ยังก่อน...อย่าเพิ่งเซอร์ไพรส์กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เหล่านี้ เพราะยังมีโครงการขนาดใหญ่ที่รอเวลาเปิดตัวอีกหลายโครงการ อาทิ โครงการถนนโซลาร์เซลล์ กระเบื้องโซลาร์เซลล์  ระบบเก็บกักพลังงาน (Energy Storage) และเมืองพลังงานสะอาด  ฯลฯ โดยการขับเคลื่อนการลงทุนผ่าน “เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป” และ “อีท่า มอเตอร์” ที่มีผลิตภัณฑ์เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ใช้พลังงานสะอาด เพื่อเดินหน้าสู่วิถีชีวิตใหม่ที่ทันสมัยและปลอดมลพิษ

                แน่นอนว่าแนวคิดการลงทุนธุรกิจลักษณะนี้ กำลังเป็นที่จับตามองของคนในวงการพลังงาน ขนส่ง และยานยนต์ว่าจะนำไปสู่ปรากฏการณ์อะไรบ้าง?

                ทุกสิ่งทุกอย่างที่กลุ่มทุนนี้คิดและทำ คุณรัฐกฤชญ์ เนติรฐนนท์กุล ประธาน บริษัท เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป จำกัด มีความมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้และพร้อมที่จะบอกเล่าถึงที่มาและจุดหมายที่จะก้าวไปข้างหน้าในทุกเรื่องทุกประเด็น....

ทำไม? ถึงเปิดตัวทีเดียวหลายผลิตภัณฑ์

               กลุ่มเรามีสองบริษัทฯที่ทำธุรกิจเชื่อมโยงกัน บริษัทแรกคือ เวิลด์ เอนเนอร์จี กรุ๊ป มีนโยบายหลักต้องการทำธุรกิจพลังงานสะอาด ที่ได้จากแสงอาทิตย์ ลม และ น้ำ เป็นหลัก ทุกคนมองว่าพลังงานเหล่านี้เป็นพลังงานทดแทน แต่พวกเรามองว่าทั้งแสงแดด สายลม และน้ำ ล้วนแต่เป็นพลังงานที่เรารับได้ตรงๆ ขณะที่พลังงานฟอสซิล อย่างถ่านหินและน้ำมัน ต้องลงทุนสำรวจและขุดเจาะมา พอได้มาต้องมาผ่านกระบวนการเพื่อให้สามารถใช้ได้ แต่พลังงานอย่างแสงอาทิตย์สามารถนำมาใช้ได้เลย และมีแนวโน้มว่าจะนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวันเกือบทุกอย่าง บริษัทที่สองคือ “อีท่า มอเตอร์” มีนโยบายหลักต้องการทำธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร โดยทั้งสองบริษัทฯจะลงทุนในธุรกิจหลัก 4 ด้านด้วยกัน

               ธุรกิจแรกคือชาร์จเจอร์ สเตชั่น (Charger Station) ธุรกิจที่สองคือรถไฟฟ้า EV (Electric Vehicle) รถจักรยานยนต์ E-Bike ธุรกิจที่สามคือ เอนเนอร์จี สตอเรจ (Energy Storage System (ESS)) หรือกลุ่มแบตเตอรี่ ธุรกิจที่สี่คือกลุ่มพลังงานที่ประกอบด้วยโซลาร์ ซิสเต็มส์ (Solar System) วอเตอร์ ซิสเต็มส์( Water System) และ วิน เทอร์ไบน์ (Wind Terbine ) ที่เน้นขายระบบเป็นหลัก โดยธุรกิจทั้งสี่กลุ่มจะมีผลิตภัณฑ์แยกย่อยกันออกไป

มีความสนใจหลากหลายจะเริ่มลงทุนในธุรกิจไหนก่อน

                ธุรกิจแรกที่ “เวิลด์ เอนเนอร์จี” สนใจลงทุนเป็นชาร์จเจอร์ สเตชั่น  หรือสถานีอัดประจุไฟฟ้า เรามีนโยบายตั้งสถานนี้ชาร์จจิ้งไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศไทย  เป้าหมายแรกคือ 500 สถานี ด้วยการเปิดโครงการ “1 อำเภอ 1 สถานี” ก่อน เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าควบคู่กับการขายยานยนต์ไฟฟ้าของเรา โดยเราเป็นผู้ลงทุนเอง งบลงทุนเบื้องต้นอยู่ที่ 300 กว่าล้านบาท คิดเป็นงบลงทุนต่อสถานีประมาณ 300,000 บาท คือสถานีชาร์จไฟฟ้าจะใช้พื้นที่ประมาณ 1X1 เมตร สำหรับชาร์จเจอร์ 1 ตัว ด้วยเหตุผลที่เรามองว่าทุกคนจะชาร์จรถจากที่บ้านมากกว่า ชาร์จเจอร์ สเตชั่น เป็นแค่ส่วนที่ซัพพอร์ตให้ผู้ใช้รถไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสะดวก ซึ่งจากสถิติการใช้รถไฟฟ้าของประเทศจีนและสหรัฐจะชาร์จไฟที่บ้านกว่า 90%

                สถานีชาร์จของเราจะแบ่งเป็นไพรเวทชาร์จ คือ ชาร์จที่บ้าน กับ ปาร์คกิ้งชาร์จ คือจะมีที่ชาร์จที่ออฟฟิศ ห้างสรรพสินค้า หรือชุมชนต่างๆ ที่สามารถเข้าไปจอดรถแล้วมีที่ชาร์จบริการ ส่วนจะใช้เวลาชาร์จนานแค่ไหน ก็แล้วแต่ขนาดและกำลังวัตต์ของตัวชาร์จ ของเรามีให้เลือกตั้งแต่  7 , 22 , 43 ,จนกระทั่งถึงขนาด 180 กิโลวัตต์ ที่ใช้เวลาชาร์จเร็วที่สุดประมาณ 3-5 นาที ชาร์จเจอร์ที่มีกำลังวัตต์เยอะก็ชาร์จเร็ว กำลังวัตต์น้อยต้องใช้เวลาชาร์จนานขึ้น

การลงทุนในธุรกิจรถไฟฟ้าก็เพื่อรองรับสถานีชาร์จไฟฟ้าใช่ไหม

                เหตุผลที่บริษัทต้องทำรถไฟฟ้าเนื่องจากยังไม่มีใครทำยานยนต์ไฟฟ้าในเมืองไทย และเป็นเรื่องที่ยากมากถ้าเราจะทำธุรกิจชาร์จเจอร์โดยปราศจากยานยนต์ไฟฟ้า พวกเราวิเคราะห์แล้วว่าธุรกิจยานยนต์เป็นธุรกิจที่ใหญ่ มีมูลค่าตลาดนับแสนล้าน การจะลงทุนทำธุรกิจนี้โดยไม่อาศัยโนว์ฮาวจากต่างประเทศเป็นเรื่องยาก ตรงนี้เป็นที่มาของการไปคอร์ปอเรทกับจีน และตลาดอื่นๆ ซึ่งที่เราเซ็นสัญญาความร่วมมือแล้ว มีจีน ไนจีเรีย อินเดีย เอธิโอเปีย และยังมีประเทศอื่นๆ ที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการอยู่ ส่วนที่เซ็นสัญญาร่วมมือกันตอนนี้เป็นประเทศที่มีคอนเนคชั่นกันอยู่แล้ว เลยเป็นที่มาของการเปิดตลาดในประเทศอินเดีย ไนจีเรีย และเอธิโอเปีย สามประเทศนี้รวมกันมีประชากรเกือบ 40% ของโลก แค่อินเดียมีประชากรประมาณ 3,400 ล้านคน ส่วนการร่วมมือกับจีนนั้นเป็นเพราะรถไฟฟ้าในขณะนี้เป็นเทคโนโลยีของจีน

ในเมื่อเป็นเทคโนโลยีของจีน แล้วทำไมประกาศว่าจะลงทุนทำรถไฟฟ้าแบรนด์ไทย

                เหตุผลที่เรายังต้องใช้เทคโนโลยีจีนเนื่องจากเราจำเป็นจะต้องรู้โนว์ฮาวของเขาก่อนว่าเป็นอย่างไร คือเขาพัฒนารถไฟฟ้ามานาน แล้วเขาก็เก่งเรื่องนี้มาก พวกเราต้องเริ่มต้นจากการคอร์ปอเรทกับจีน ด้วยการนำรถไฟฟ้าเข้ามาเปิดตลาดในเมืองไทย แต่ที่เหนือไปกว่านั้นก็คือเรามีการวางแผนสร้างแบรนด์รถไฟฟ้า ETA (Electic Thai  Auto ) ขึ้นมาพร้อมกับตั้งเป้าหมายให้เป็นแบรนด์รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพจากเมืองไทยส่งออกไปขายต่างประเทศ ในกลุ่ม CLMV ที่ประกอบด้วยประเทศกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม กลุ่มตะวันออกกลาง ทวีปอัฟริกา ยุโรป และอเมริกา ซึ่งเป็นความเห็นชอบร่วมกับประเทศจีนที่ร่วมทุนด้วยกันลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ที่ประเทศไทย เหตุผลที่จีนสนใจมาลงทุนกับเราเพราะเขาต้องการขยายตัวไม่อยากจำกัดตัวเองอยู่ในจีนเพียงอย่างเดียว

 

ทำไมถึงเลือกใช้แบรนด์เดียวกันทั้งรถยนต์ไฟฟ้ากับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า

                หลายคนมักมีความเห็นว่าต้องแยกเป็นสองแบรนด์หรือเปล่า ผมมองว่าถ้าเราทำมาตรฐานชัดเจนจริงๆ ไม่น่าจะเป็นปัญหาที่จะมองว่าแบรนด์นี้เป็นรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ คนจะมองว่านี่คือรถไฟฟ้า ถ้าหากเราคุมมาตรฐานให้คนมั่นใจและยอมรับได้ รถญี่ปุ่นบางยี่ห้ออย่างซูซูกิกับฮอนด้า มอเตอร์ไซค์กับรถยนต์ก็เป็นแบรนด์เดียวกัน เราจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องแยกกันทำคนละแบรนด์

วางแผนเริ่มต้นผลิตรถประเภทไหนก่อน

                แผนของโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เราเรียกว่าอีไบค์จะต้องแล้วเสร็จไม่เกินหกเดือนนับจากนี้ หมายความว่าต้องใช้เวลาอีกหกเดือนจะพร้อมจำหน่ายสู่ตลาด เพราะต้องใช้เวลาในการขอมาตรฐานของประเทศไทย ทั้งในส่วนของ มอก.และ ISO ถามว่าถ้าจะผลิตขายตอนนี้ใช้เวลาแค่สองสัปดาห์ก็ผลิตเสร็จ เนื่องจากมีทุกอย่างครบหมด โรงงานของ ETA อยู่ที่บางพลี สมุทรปราการ เป็นโรงงานผลิตรถไฟฟ้าแบรนด์ไทย ทีมงานของเรามีทีมอาร์แอนด์ดี ที่มีวิศวกรไทย วิศวกรสื่อสาร วิศวกรเทคโนโลยีใหม่ ที่กำลังวิจัยและพัฒนาให้เทคโนโลยีรถยนต์ของเราชาญฉลาดที่สุด ขณะเดียวกันส่วนของวิศวกรจากจีนจะเป็นทีมที่มาทำให้รถวิ่งได้ ดังนั้นรถที่จะออกมาต้องมีความฉลาด ชาร์จไฟได้เร็ว มีระบบแทร็กกิ้ง สามารถแทร็กได้ว่ารถเราอยู่ที่ไหนบ้าง และสามารถคำนวณระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปที่เป้าหมายได้

แสดงว่าเทคโนโลยีรถยนต์อัจฉริยะนี่คนไทยก็สามารถทำได้

                คิดว่าช่วงต้นๆ ผลิตภัณฑ์อาจจะพัฒนาความฉลาดยังไม่มากนัก แต่เป้าหมายหลังจากนี้ หนึ่งหรือสองปีให้หลังน่าจะมีผลชัดเจนว่าเราได้อะไรบ้าง เพราะเรากำลังทำวิจัยเรื่องเหล่านี้อยู่ด้วย

อยากทราบรายละเอียดของแผนการตลาดจักรยานยนต์ไฟฟ้า

                อีไบค์ของเราจะทำราคาให้ต่ำกว่ารถน้ำมัน ตอนนี้โมเดลแรกประมาณสี่หมื่นกว่าบาทในสเกลเดียวกับรถน้ำมันของค่ายอื่นที่ราคาห้าหมื่นกว่าบาท ถ้าของเขาสามหมื่นห้าเราก็จะมีสเกลเล็กของเราออกมา เพื่อให้แข่งขันได้ ระยะทางในการวิ่งจะอยู่ประมาณ 100-150 กม. แล้วแต่ขนาดของแบตเตอรี่ และมอเตอร์ ถ้าเราจะทำให้แรงมากขึ้น ต้องมีความเซฟตี้ ตอนนี้ยังติดในเรื่องเรนจ์ของราคากับเซ็กเมนท์ของตลาด คือสมรรถนะของรถขึ้นอยู่กับราคา ดังนั้นจึงต้องมีหลายโมเดลให้เลือก โดยรถทุกรุ่นต้องมีวารันตี มีรับประกันมอเตอร์ รับประกันแบตเตอรี่ แต่รายละเอียดของการรับประกันระบบมอเตอร์และแบตเตอรี่ยังไม่ชัดเจนมาก เพราะเรากำลังคิดว่าจะมีโมเดลธุรกิจให้เช่าแบตเตอรี่ด้วยหรือไม่ 

ช่วงแรกๆ ได้มีการวางแผนในเรื่องการกำหนดสเปคและราคารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไร

            รถยนต์ไฟฟ้าโมเดลแรกราคาเริ่มต้นสามแสนกว่าบาทจะวิ่งได้ประมาณ 150 กม. ส่วนรุ่นราคาระดับกลางจะมีราคาไม่เกิน 7-8 แสนบาท วิ่งได้ 250 กม. รถราคาล้านห้าแสน วิ่งได้ 400 กม. รุ่นที่วิ่งได้ไกลถึง 600 กม.ราคาอยู่ที่ล้านปลายๆ ไม่เกินสองล้านบาท ราคาจะปรับขึ้นตามขนาดของแบตเตอรี่ เทคโนโลยีที่ทันสมัย และการดีไซน์ที่สวยงามมากขึ้น

ส่วนของรถไฟฟ้ามีแผนการตลาดอย่างไร

                เป้าหมายของเราคือต้องการทำรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก สตาร์ทที่ราคาสามแสนกว่าบาท รุ่นถัดจากนั้นราคาจะปรับขึ้นตามสมรรถนะ ขนาดของรถและแบตเตอรี่ รถขนาดกลาง ที่มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ราคาจะแพงขึ้น การที่เราปล่อยราคาเริ่มต้นที่สามแสนบาท ถือเป็นการช็อกวงการเหมือนกัน ที่ผ่านมาคนมองว่ารถไฟฟ้าราคาแพง แต่ตอนนี้เทคโนโลยีของรถไฟฟ้าและแบตเตอรี่ก็ถูกลงเรื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกลงเรื่อยๆ ตลาดของแต่ละคนอาจจะมีเช็กเมนท์ไม่เหมือนกัน พวกเราต้องการให้คนได้ใช้รถไฟฟ้ามากกว่าการมานั่งดูว่าจะขายได้ไหม ก็เลยต้องการให้โลว์ไพรซ์ ไฮวอลลุ่ม คือราคาต่ำ ขายเยอะ เพราะเรามีสถานีชาร์จจิ้งรองรับ

หมายถึงว่าธุรกิจทั้งสองอย่างมีส่วนเกื้อหนุนกัน

                ธุรกิจของเราอีกบริษัทฯคือชาร์จเจอร์ ตอนนี้พูดตรงๆ สำหรับผู้บริโภคก็คือถ้าใครลงมาแข่งขัน เราพร้อมที่จะให้แข่ง เพราะผู้บริโภคได้ประโยชน์ด้วย ทำให้ได้ใช้ของราคาถูก พอใช้ของราคาถูก หมายความว่าคนจะใช้รถเยอะขึ้น พอใช้รถเยอะธุรกิจชาร์จเจอร์ของพวกเราก็ดีขึ้น วิน-วิน ทั้งคู่ สิ่งที่พวกเราทำขณะนี้เชื่อว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องว่าจะพยายามดันราคาของรถไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อที่จะให้คนตัดสินใจได้ง่าย แม้ตอนนี้สินค้ายังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เชื่อว่าคนไทยเก่ง อีกไม่นานก็จะสามารถผลิตรถยนต์แบรนด์ไทยได้แน่นอน เพราะตอนนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์หลายรายเข้ามาคุยกับเราว่าจะทำอะไรได้บ้าง คนไทยเราเก่ง ทำส่งออกชิ้นส่วนอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา 

มีแผนการจำหน่าย ETA ผ่านช่องทางใดบ้าง

                ตามแผนของจักรยานยนต์ไฟฟ้าจะมีศูนย์บริการ 83 แห่ง ที่เป็นตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการในแต่ละจังหวัด ก่อนจะขยายเป็น 1 อำเภอ/1 เอเยนต์ ในอนาคต ส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าในระยะแรกจะมีศูนย์บริการ/ตัวแทนจำหน่าย 23 แห่ง ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใหญ่ๆ จากนั้นจะขยายให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ในระยะต่อไป ตอนนี้จังหวัดใหญ่ที่สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายก็มีที่เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก โคราช และสุราษฎร์ธานี

ส่วนของชาร์จเจอร์ สเตชั่น มีการดำเนินการอย่างไร

                สถานีชาร์จตอนนี้เราทำร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง เบื้องต้นต้องการทำสถานีเล็กมากกว่าสถานีใหญ่ ส่วนจะสร้างที่ไหนบ้าง ก็มีการคุยกับปั๊มน้ำมันซัสโก้และกำลังพิจารณาดูอยู่ว่าถ้าขึ้นตามชุมชนต่างๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือสถานศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยจะสะดวกไหม ตอนนี้เป็นโครงการที่กำลังคุยกับหลาย ๆ มหาวิทยาลัย อย่างเช่น ม.ราชภัฎ สงขลา ศรีวิชัย และม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน เรามองว่าคนจะต้องการไปชาร์จที่ปั๊มหรือไม่ เพราะ 90% ของคนอเมริกากับจีนนิยมชาร์จที่บ้าน และมีสถานีชาร์จเล็กๆของตัวเองในบ้าน เลยเป็นเหตุที่เราต้องดูความชัดเจนอีกครั้งว่าเราจะไปร่วมมือกับใครบ้าง อันที่จริงที่ดีที่สุดก็คือหมู่บ้านจัดสรร หรืออาคารสำนักงาน

ไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านสามารถชาร์จแบตเตอรี่รถไฟฟ้าได้หรือไม่

                ไฟตามบ้าน ถ้าใช้เอซีอย่างเดียวก็จะใช้เวลาในการชาร์จนานหน่อย คือนอนแล้วก็ชาร์จ 6-8 ชั่วโมง แล้วแต่ประเภทและขนาดของแบตเตอรี่ ถ้าแบตเตอรี่เล็ก อาจเหลือ 1-2 ชม. ถ้ามีไฟอยู่แล้วก็ไม่ต้องชาร์จเยอะ เช่น รถขับได้ 150 กม.ขับไปที่ออฟฟิศ 20 กม.ไป-กลับ 40 กม.หมายความว่าแบตเตอรี่ใช้ไปแค่ 20%  กลับบ้านก็ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็เต็ม

พลังงานสำหรับชาร์จนอกจากซื้อจากการไฟฟ้านครหลวงแล้ว มีแผนซื้อหรือผลิตเองบ้างไหม?

                เราเป็นพันธมิตรกับการไฟฟ้านครหลวงและมีแผนการขยายตลาดร่วมกัน และมีนโยบายต้องการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มาใช้ร่วมกับสถานีชาร์จ คือจะมีโซลาร์ชาร์จเจอร์ สเตชั่นโดยตรง เพียงแต่ในระยะนี้เทคโนโลยีที่เราได้มายังไม่สามารถผลิตพลังงานได้เพียงพอต่อการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้หลาย ๆ คันพร้อมๆกัน ดังนั้นระบบที่ใช้ต้องเป็นออฟกริดก่อน ตามแผนของบริษัท ถ้ามีโซลาร์เซลล์ 1 โรงงาน มีชาร์จเจอร์อยู่ 1 ตัว ย่อมหมายความว่าไม่จำเป็นต้องซื้อไฟจากการไฟฟ้า ถ้าทำได้จริงไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะอนุญาตให้ทำไหม ผมเคยเสนอการไฟฟ้าว่าโซลาร์ฟาร์มควรจะทำแบบ หนึ่งตำบลต่อหนึ่งโซลาร์ฟาร์ม จะเพอร์เฟคมาก เพราะจะช่วยให้ความมั่นคงของการไฟฟ้าเยี่ยมมาก ไม่ต้องขนถ่านหิน หรือน้ำมันมาผลิตไฟฟ้า

ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมี 9 หมวด ประกอบด้วยแบตเตอรี่บ้าน/รถยนต์ สถานีชาร์จไฟฟ้า ถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบสุริยะ ไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ เมืองสมาร์ท รถไฟฟ้า EV และวงจรมอเตอร์ให้ความสำคัญผลิตภัณฑ์ใดก่อน

                ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ส่วนของระบบพลังงานแสงอาทิตย์ที่เรากำลังทำวิจัยร่วมกับสวทช.อยู่ในขณะนี้ คือถนนพลังงานแสงอาทิตย์ เราเป็นบริษัทเดียวที่ทำอยู่ในขณะนี้ โดยได้ทุนจากสวทช. เป็นโครงการ ITAP 50% ทำวิจัยร่วมกันเพื่อให้ถนนของเราสามารถรับพลังงานได้ ซึ่งจะมาลิงก์กับยานยนต์ไฟฟ้าของเรา เมื่อมีพลังงานที่ถนนย่อมสามารถทำไวร์เรสชาร์จที่ถนนได้พูดตรงๆ ก็คือรถ EV, E-Bike สามารถวิ่งไปได้ชาร์จไฟไปได้ นี่คือสิ่งที่พวกเรากำลังทำวิจัยอยู่ ถ้าทำสำเร็จจะไปทำที่ถนนในโครงการของเราที่สมุทรปราการ ซึ่งเป็นศูนย์ของบริษัท อันที่จริงเราอยากเปิดเป็นที่แรกของโลก แต่ประเทศฝรั่งเศสเขาเปิดไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนี้เราก็เลยอยากจะเปิดเป็นที่แรกของเอเชีย

ตอนนี้วิจัยไปถึงขั้นไหนแล้ว

                กำลังทำวิจัยให้ถนนรับแรงได้ ผลออกมาก็สามารถรับแรงได้แล้ว เหลือแค่ทำอย่างไรให้ถนนไม่ลื่น รถวิ่งได้ เบรกได้ เนื่องจากพื้นเป็นโซลาร์เซลล์ ต้องทำระยะหนืดให้ได้ ถ้าทำสำเร็จก็เหมาะสำหรับไปใช้เป็นถนนสาธารณะ ปัญหาตอนนี้มีอย่างเดียวคือต้นทุนสูงมาก เลยมีโครงการว่าจะพยายามลดต้นทุนอย่างไรบ้าง คิดว่าคงต้องตั้งโรงงานประกอบแผงที่มีความยืดหยุ่น มีความนุ่มขึ้นมาเอง เพราะใช้แผงโซลาร์ธรรมดาไม่ได้เดี๋ยวเกิดปัญหาแตกหัก เราก็เลยจำเป็นต้องประกอบขึ้นมาเอง ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำ มีการจัดซื้อเครื่องลามิเนตอะไรต่างๆ เข้ามา ถ้าทำสำเร็จก็สามารถเอาไปติดถนน  ติดบนชาร์จเจอร์ และติดที่โซลาร์ฟาร์มของเราได้

               ทุกโครงการมันลิงก์กันหมด ก็เลยต้องมีการทำถนนโซลาร์เซลล์ และกระเบื้องโซลาร์เซลล์ ปกติหลังคาเป็นกระเบื้อง คือส่วนที่รับแดดเต็มๆ เราจะเปลี่ยนกระเบื้องนั้นเป็นโซลาร์เซลล์ สองเคสหลักๆ เป็นสิ่งที่เรากำลังทำ ตอนนี้ต้นทุนยังสูงเรากำลังพยายามทำราคาให้ลดลง คาดว่าประมาณปีหน้าตัวกระเบื้องโซลาร์ก็จะออกสู่ตลาด 

ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผลิตที่ไหน

                แผงโซลาร์เซลล์พื้นถนน และกระเบื้อง ผลิตในไทยทั้งหมด ตอนนี้มีโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในเมืองไทยมีแค่สองสามแห่ง แต่สเปคไม่ตรงกับที่เราต้องการ เราใช้สเปคพิเศษที่เป็นนวัตกรรมใหม่ แผงโซลาร์ต้องอ่อนนุ่ม (ยืดหยุ่นได้) 

ส่วนของเมืองพลังงานสะอาดได้ดำเนินอย่างไรบ้าง

                ตอนนี้เรากำลังวางแผนร่วมกับจังหวัดต่างๆ เช่น สงขลา เชียงใหม่ ขอนแก่น ทำเป็นสมาร์ทซิตี้ ด้วยการประสานงานกับอบจ.ต่างๆ เนื่องจากพวกเรามีสินค้าเกือบครบอยู่แล้ว มีอีวี ชาร์จเจอร์ โซลาร์ฟาร์ม กระเบื้องโซลาร์เซลล์ ฉะนั้นเรามีหน้าที่นำเอาสินค้าของเราไปอยู่ในเมืองนั้น ทำให้เป็นถนนพลังงานแสงอาทิตย์ ทำสถานีชาร์จเจอร์ ทำรถอีวี ทำรถบัสไฟฟ้าวิ่งรอบเมือง แท็กซี่ไฟฟ้ารอบเมือง นี่เป็นโครงการพวกเราที่มีครบวงจรและเชื่อมโยงกันเป็นระบบ เมืองต่างๆ เริ่มให้ความสนใจในการประสานงานจัดทำแผน ที่เริ่มดำเนินการกันแล้วมีหลายๆ เมือง 

ให้น้ำหนักของแต่ละผลิตภัณฑ์อย่างไร

                สิ่งที่เรากำลังทำควบคู่กันคือชาร์จเจอร์กับรถไฟฟ้า เมื่อเรามีตัวชาร์จเจอร์แล้ว เราต้องหาพลังงานที่ถูกที่สุด กลายเป็นต้องเอาโซลาร์เซลล์เข้ามาลิงก์ด้วย ลำดับความสำคัญน่าจะเป็นรถไฟฟ้า ชาร์จเจอร์ และโซลาร์ ซิสเต็มส์ โดยธุรกิจชาร์จเจอร์เป็นของเวิลด์ เอนเนอร์จีอยู่แล้ว ถ้าแบ่งเซ็กเมนท์ ก็มีชาร์จเจอร์ สเตชั่น โซลาร์ ซิสเต็มส์ เอนเนอร์จี สตอเรจ สามตัวนี้ ชาร์จเจอร์ อาจจะ 40% เอนเนอร์จี สตอเรจ 30% โซลาร์ ซิสเต็มส์อีก 30% ส่วนของ “อีท่า มอเตอร์” ก็แบ่งเป็นเซ็กเมนท์ของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้า ตอนนี้เราให้น้ำหนักไปที่อีไบค์ก่อน เมื่อผ่านเฟสที่เราวางแผนว่ามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะทำโรงงานผลิตสามเฟสได้สำเร็จ จากนั้นจึงเริ่มคอนเซ็นเตรตเรื่องรถยนต์ EV  คิดว่าถึงเวลานั้น รถยนต์จะมีความพร้อมมากขึ้น 

ถัดจากนั้นก็เป็นส่วนของเอนเนอร์จี สตอเรจ

                เอนเนอร์จี สตอเรจ เป็นตัวที่จะต้องซัพพอร์ตไปที่รถ EV อยู่แล้ว เราต้องทำเนื่องจากมันเป็นหัวใจของรถไฟฟ้า คือจะพัฒนาเอนเนอร์จี สตอเรจให้เก็บพลังงานให้มากและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้รถไฟฟ้ามีประสิทธิภาพดีที่สุด กลายเป็นว่าพวกเราต้องลงทุนในเรื่องของการวิจัยและพัฒนา อย่างไรก็ตาม เมื่อเราพัฒนาแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าสำเร็จ เวลานำไปใช้งานถ้าหากแบตเตอรี่จากรถยนต์ไฟฟ้าเสื่อมลงตามเงื่อนไขของขนาด ของประสิทธิภาพ เราต้องยกแบตเตอรี่ออกมา เรามีนโยบายนำเอาแบตเตอรี่จากรถไฟฟ้ามาทำเป็นเอนเนอร์จี สตอเรจที่ใช้กับด้านอื่น เช่น โฮม แบตเตอรี่ เนื่องจากถ้าเอาไปทิ้งนั่นคือมลภาวะ ดังนั้นเมื่อแบตเตอรี่จากรถมีประสิทธิภาพน้อยลง ต้องถอดออกทันที แล้วเอามาทำเป็นโฮมแบตเตอรี่ หรือเอามาเก็บในสถานีชาร์จรถของเรา 

ส่วนของแบตเตอรี่ลิเธียมบริษัทฯ มีแผนพัฒนาอย่างไร

                ตอนนี้เราทำวิจัยร่วมกับบริษัท เบต้า เอ็นเนอร์ยี่ โซลูชั่น จำกัด ที่กำลังจะตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน “NMC” (นิเกิล แมงกานีส โคบอลต์) และเป็นบริษัทเดียวที่กำลังจัดตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมในไทย มีโรงงานอยู่ที่บางปู สมุทรปราการ ถ้ารถไฟฟ้า EV ที่เราผลิตออกสู่ตลาดก็มีโรงงานที่ซัพพลายแบตเตอรี่ลิเธียมให้ได้อยู่แล้ว สิ่งที่กำลังเป็นโจทย์ให้คิดกันอยู่ในขณะนี้ว่าจะมีนโยบายรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียม 5 ปี หรือถ้าไม่ขายจะใช้วิธีให้เช่าได้หรือไม่ คือถ้ามีโนบายขาย ต้องมีนโยบายว่าจะรับประกันเท่าไหร่ หรือนโยบายเช่าจะรับประกันอย่างไรบ้าง 

เป้าหมายการตลาดของผลิตภัณฑ์หลัก ๆ วางแผนไว้อย่างไร

                ตอนนี้มอเตอร์ไซค์อีไบท์พร้อมแนะนำสู่ตลาดแล้ว ส่วนรถ EV กำลังดำเนินการโมดิฟายด์ให้เหมาะกับเมืองไทยคือขับขวา แล้วก็ชาร์จด้วยไทป์ทู คาดว่าใช้เวลาประมาณสามถึงสี่เดือน คือต้องใช้เวลาทั้งหมดประมาณหกเดือนเพื่อเตรียมการ คือไม่ใช่แค่การเตรียมการเพื่อให้รถขายได้ การเตรียมการเซอร์วิสคือสิ่งที่ยากที่สุด ตอนนี้ตัวแทนจำหน่าย 83 ศูนย์ มีทุกจังหวัด เราพยายามเซ็ทอัพศูนย์บริการให้เสร็จกลางปีหน้า ตั้งแต่เดือนหน้าจะมีมอเตอร์ไซค์ของเราขาย ให้คนสามารถซื้อได้ แต่เราไม่อยากขายเสียมากกว่า เพราะกลัวจะเซอร์วิสเขาไม่ได้ แล้วแบรนด์จะเสีย ขอเวลาเซ็ทระบบ 3-6 เดือน ไม่เกินหกเดือนต้องพร้อมที่จะลอนซ์เต็มที่ทั้งหมด

เป้าหมายทางการตลาดของรถไฟฟ้า และชาร์จเจอร์ สเตชั่น

                เป้าการตลาดปีหน้าต้องการจำหน่ายจักรยานยนต์อีไบค์ 10,000 คัน/ปี  ปีถัดไป 30,000 คัน และ 60,000 คัน ในปีที่สาม โดยมีงบลงทุน 300 ล้าน 1,500 ล้าน แล้วก็ 3,300 ล้านบาท มีราคาขายเริ่มต้นที่คันละ4 หมื่นกว่าบาท คาดหวังว่าจะสามารถแชร์ส่วนแบ่งตลาดรถจักรยานยนต์ได้ประมาณ 3% จากตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศ 2 ล้านคัน

                ส่วนรถยนต์มีราคาเริ่มต้นที่ 3 แสนกว่าบาท มีเป้าหมายการตลาด 500-1,000 คัน ภายในปีหน้า สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ส่วนเป้าหมายส่งออกต่างประเทศเรามีโปรเจ็กต์แท็กซี่ไฟฟ้าที่ไนจีเรีย 2,000 คัน และมีแผนส่งออกไปประเทศอินเดีย ทำให้มีเป้าหมายรวมทั้งหมดอยู่ประมาณ 10,000 คัน ของงบลงทุนผลิตรถยนต์ EV ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท

                ชาร์จเจอร์ สเตชั่น มีเป้าหมายปีหน้า 500 สถานี และจะขยายเป็น 5,000 สถานี ภายในปี 2565 รายได้เบื้องต้นของสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับราคาที่เราจะขาย ยังไม่สามารถประมาณการว่าเราจะขายได้เท่าไหร่ แต่เบื้องต้นที่พวกเราคิดก็คือ ต้องการจะขายรถของเราไปแชร์งบประมาณที่เราลงทุนไปในของสถานีชาร์จฯ ไม่อย่างนั้นสถานีชาร์จฯจะใช้เวลาคืนทุนหลายปี ดังนั้นเราจำเป็นต้องทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้เกิดรายได้มาซัพพอร์ตสถานนีชาร์จไฟรถไฟฟ้าซึ่งจะเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ระยะยาว ส่วนรถมอเตอร์ไซค์และรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้เร็ว และยังจะมีรายได้ต่อเนื่องในการขายสแปร์พาร์ทอีกมากมาย