Benz Plug-in Hybrid C 350 e

6 ธ.ค. 2560

               เมอร์ซิเดส เบนซ์ นับเป็นค่ายรถยนต์ยุโรปที่ออกบูธแบบจัดเต็มรับกระแสรถยนต์พลังไฟฟ้า ด้วยการนำรถ Mercedes- Benz Plug-in Hybrid รุ่น C 350 e มาโชว์ระบบการทำงานที่ให้แรงม้าสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่เป็นการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า กับมอเตอร์ไฟฟ้า 82 แรงม้า โดยระบบจะสามารถผสานการทำงานของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า (System output) ได้กำลังสูงสุดถึง 279 แรงม้า หากใช้ไฟฟ้าอย่างเดียวสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 130 กม./ ชม. แต่ถ้าใช้ขับเคลื่อนโดยใช้เครื่องยนต์ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าจะประหยัดน้ำมันได้มาก ทุกครั้งที่เบรกหรือชะลอความเร็ว มอเตอร์จะทำหน้าที่เป็นเครื่องปั่นไฟ ดึงพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นเข้าสู่แบตเตอรี่ สำรองไว้ใช้ในระบบมอเตอร์ได้ ซึ่งความชาญฉลาดตรงนี้ทำให้ได้ความประหยัดสูงสุด

ความอัจฉริยะของรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นนี้จะทำให้สามารถขับขี่ได้ถึง 4 รูปแบบ ดังนี้

                1.HYBRID เป็นระบบการทำงานร่วมกันของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยระบบจะประมวลถึงปัจจัยและรูปแบบการขับขี่โดยอัตโนมัติว่าควรจะใช้เครื่องยนต์ หรือมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน ในกรณีที่ปรับเกียร์อัตโนมัติเป็นโหมดสปอร์ต S หรือ S+ รถยนต์จะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

                2.E-MODE สามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าโดยใข้มอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียวเต็มรูปแบบ ระบบนี้จะขับได้ความเร็วสูงสุดประมาณ 130 กม./ชม.โดยไม่มีการคายไอเสีย ขึ้นอยู่กับระดับพลังงานของแบตเตอรี่และความเร็วที่ใช้ ซึ่งการทำงานของระบบนี้เหมาะสำหรับขับขี่ในเมือง หากผู้ขับขี่กดคันเร่งไม่เกินแรงต้าน แต่ถ้ากดคันเร่งเกินแรงต้านเมื่อไหร่ ระบบเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนแทนมอเตอร์ไฟฟ้าทันที

                กรณีที่กระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือประมาณ 10% ไม่เพียงพอที่จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าระบบจะปรับเข้าสู่โหมด HYBRID โดยอัตโนมัติ

                3.E-SAVE คือโหมดการรักษาระดับกระแสไฟฟ้าไว้ใช่งานในเวลาต้องการ เมื่อมีการเลือกโหมดนี้ ระบบจะบันทึกระดับกระแสไฟฟ้าขณะนั้นว่ามีอยู่ปริมาณเท่าไหร่ และทำการรักษาระดับกระแสไฟฟ้าไว้ โดยจะเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เป็นหลัก และจะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเมื่อจำเป็น

                ทั้งนี้ ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมด E-SAVE ได้ เมื่อเห็นว่ากระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่อยู่ในระดับที่ต้องการ เช่นเลือกโหมด E-SAVE เมื่อแบตเตอรี่มีกระแสไฟฟ้า 60% ระบบจะบันทึกกระแสไฟฟ้าไว้ และขับเคลื่อนต่อไปด้วยเครื่องยนต์ โดยกระแสไฟฟ้าในระดับที่ไม่น้อยกว่าตอนที่ผู้ขับขี่เลือกใช้โหมด E-SAVE หรือไม่น้อยกว่า 60% นั่นเอง ดังนั้นเมื่อถึงพื้นที่ ที่ผู้ขับขี่ต้องการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าก็สามารถเปลี่ยนไปใช้โหมด E-MODE ซึ่งขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเท่านั้นได้ตามที่ต้องการ

                4.CHARGE ระบบนี้รถยนต์จะถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว โดยแบตเตอรี่ high-volt จะถูกรักษาระดับการชาร์จให้อยู่ในระดับปานกลางในขณะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ และจะไม่มีการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเลย เพื่อให้เกิดการชาร์จกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ high-volt อย่างต่อเนื่อง แรงหมุนของเครื่องยนต์จะถูกนำมาแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้าไปสะสมไว้ในเบตเตอรี่ และจะมีการแปลงพลังงานจลน์ที่เกิดจากการชะลอความเร็วหรือการเบรกให้แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าและเก็บสะสมไว้ในแบตเตอรี่อีกด้วย