วิเคราะห์ เจาะลึก สถานการณ์โซลาร์รูฟท็อปเมืองไทย โดย ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย

23 เม.ย. 2561

               โซลาร์รูฟท็อปนับเป็นพลังงานทดแทนที่นับวันจะเข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตคนไทยมากขึ้นทุกขณะ แต่ด้วยปัญหาอุปสรรคหลายๆประการ ทำให้หลายๆคนไม่มั่นใจว่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมหรือไม่ เพื่อไขข้อข้องใจดังกล่าว ทีมงาน iNTREND ENERGY.com จึงนำเทปการสัมมนาในหัวข้อแนวโน้มธุรกิจโซลาร์เซลล์ ปี 2561 ของ ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย (Thai Photovoltaic Industries Association: TPVA) ที่บรรยายในงาน Thailand Lighting Fair 2017 ที่ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 มานำเสนออย่างละเอียดทุกแง่มุมดังนี้

               ด้วยหัวข้อการบรรยายที่เกี่ยวกับแนวโน้มธุรกิจโซลาร์เซลล์ ปี พ.ศ. 2561 มีความเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานในภาพรวม ดร.ดุสิต เครืองาม จึงได้นำเสนอสถานการณ์พลังงานในภาพกว้างที่มีความเชื่อมโยงกับแผนปฏิรูปพลังงานที่เป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะสั้นและระยะยาวของประเทศไทย ก่อนจะโฟกัสให้เห็น Position ของพลังงานแสงอาทิตย์ว่าโซลาร์รูฟท็อปในประเทศไทยมีตำแหน่งอยู่ตรงไหน และจะมีอนาคตเดินไปในแนวทางใด ด้วยการนำสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตมาวิเคราะห์ควบคู่กับปัจจุบัน แล้วมองต่อไปในอนาคต...

ข่าวดีของวงการพลังงาน

                อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีปัญหานานัปการแต่วงการพลังงานก็มีข่าวดี

ข่าวดี ข้อ 1 พลังงานทดแทนต่างๆนั้น ต้นทุนถูกลงมาก จะเอาอะไรมาก็ตามราคาถูกลงหมด ลมก็ถูกลง แสงอาทิตย์ก็ถูกลง ตอนนี้ถ้าลงทุนโซลาร์รูฟท็อป หากวางแผนเก่งๆ สามปีก็คืนทุน ถ้าไม่วางแผนอะไรเลย เจ็ดปีคืนทุน ใครก็ตามถ้าอยากจะคืนทุนโซลาร์รูฟท็อปภายในสามปีห้าปีต้องทำอย่างไรบ้าง มีข้อแนะนำดังนี้

                1)สมัครเข้าบีโอไอ ใช้เวลา 4-5 ปีก็สามารถคืนทุนได้แล้ว

                2)ออกแบบระบบให้มีประสิทธิภาพ ให้มีคุณภาพ และราคาไม่แพง หากไม่ขอบีโอไอ ไม่ขอยกเว้นภาษี ไปซื้อมาติดตั้งวันนี้ ใช้เวลาเจ็ดปีก็คืนทุนแล้ว นี่เป็นผลจากราคาพลังงานทดแทนถูกลงมาก ดังในใครติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปคืนทุนแน่นอน พอใช้นานๆ ก็จะมีกำไร ยิ่งกว่ากำไร

                ข่าวดีข้อ 2 คือ Liquefied natural gas (LNG) แก๊สธรรมชาติเหลว ที่มีอุณหภูมิติดลบ 180 องศา แล้วกลายเป็นของเหลว ซึ่งประเทศไทยเราไม่มี ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เชื่อไหมว่าเมื่อสองปีที่แล้ว กระทรวงพลังงานกำลังทำแผนพัฒนาไฟฟ้า 20 ปีของประเทศไทย บอกว่าถ้าใช้แก๊สธรรมชาติเหลวมากๆ ค่าไฟฟ้าประเทศไทยจะพุ่งขึ้นไปเป็นยูนิต 8-10 บาท ไม่จริงอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันแก๊สธรรมชาติเหลวราคาถูกกว่าสามสี่ปีที่แล้วครึ่งต่อครึ่ง ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องการนำเข้าแก๊สธรรมชาติเหลวแล้ว ราคาไม่แพงอย่างที่คิด สามารถเอามาใช้ได้  คืออาจทำให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่เดือดร้อนอะไรมาก ดังนั้นจึงสามารถนำเข้ามาแก้ไขปัญหาได้

                ฉะนั้นแผน PDP หรือแผนพัฒนาไฟฟ้าของประเทศไทยอาจต้องยกเลิก แล้วทำใหม่หมด สิ่งที่จะต้องทำต่อไปในช่วงนี้ก็คือ 1) ต้องมีการปฏิรูปพลังงาน 2) ต้องมีการทำยุทธศาสตร์พลังงาน 3) ต้องแก้ไขแผน PDP 4) จัดหาแหล่ง LNG ให้กระจายทั่วโลก 5) เปิดกิจการไฟฟ้าเสรีขึ้นมาให้ได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ เป็นหนึ่งในเรื่องของการประยุกต์ใช้พลังงาน

                ถึงตรงนี้หลายคนอาจสงสัยว่า “กิจการไฟฟ้าเสรี” คืออะไร แปลว่านายก.สามารถขายไฟฟ้าให้นายข.ได้ ข้ามบ้าน หรือออฟฟิศ หรือข้ามถนน ข้ามหมู่บ้าน ข้ามตำบล ข้ามจังหวัด ส่วนสายส่ง สายไฟฟ้า เป็นของการไฟฟ้านครหลวง หรือภูมิภาค หรือกฟผ. ควรเปิดเสรี ทุกวันนี้สายส่ง สายจำหน่ายการไฟฟ้า เอกชนไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง ไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาไปใช้เป็นทางผ่าน ขณะที่ท่อแก๊สตอนนี้สามารถที่จะเอาแก๊สที่ขุดจากอ่าวไทย ฝากเข้าไปในท่อของปตท.สผ.ได้ ท่อแก๊สก้าวหน้ากว่าไฟฟ้า เพราะเปิดเสรีเป็นทางผ่าน เรียกว่าค่าผ่านท่อแก๊ส ต่อไปประเทศไทยต้องมีระบบเก็บค่าทางผ่านสายไฟฟ้า ค่าทางผ่านสายส่ง แต่ตอนนี้ยังไม่มี ถ้าสามารถทำได้ก็จะเกิดการซื้อขายไฟฟ้าอย่างเสรีเกิดขึ้น ซึ่งหลายๆ ประเทศทำกันเกือบจะหมดแล้ว เหลือแต่ประเทศไทยที่สายส่งสายจำหน่ายยังไม่เสรี นี่คือภาพรวมของพลังงานในประเทศไทย

                ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงภาพรวมแล้ว โซลาร์รูฟท็อปนั้นไม่น่าจะเป็นปัญหาแต่จะเป็นโอกาสที่ดีมากกว่า

ปัญหา “ก๊าซเรือนกระจก” ปัจจัยเร่งให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์

                ปัญหาก๊าซเรือนกระจกจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น อีก 50-100 ปี ลูกหลานจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่ลดอุณหภูมิโดยการลดก๊าซเรือนกระจก ประเทศไทยเราตอนนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในลำดับ 23 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนแค่ 0.8% ถือว่าน้อยมาก ขณะที่จีนปล่อยก๊าซเรือนกระจก 24% คิดเป็นน้ำหนักคาร์บอนไดออกไซด์ 1 หมื่นล้านตัน CO2 ต่อปี สหรัฐ 6 หมื่นกว่า ประเทศไทยสามร้อยกว่าตัน CO2 รวมๆ แล้วทั่วโลกปล่อยหลายหมื่นล้านตันต่อปี ซึ่งนายกรัฐมนตรีของไทยได้ลงนามในสนธิสัญญาของสหประชาชาติที่ปารีส บอกว่าเราจะมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก

                การลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้อุณหภูมิต่ำลง ถ้าไม่ทำอะไรเลย จากวันนี้ไปอีกประมาณ 80-90 ปี อุณหภูมิจะสูงขึ้น 4-5 องศา ปกติช่วงสงกรานต์อุณหภูมิ 40 องศา ถ้าเพิ่มเป็น 45 องศา ปากจะแห้ง น้ำจะระเหย แม่น้ำลำธารระเหย เครื่องปรับอากาศก็เอาไม่อยู่  ดังนั้นโลกจึงบอกว่าต้องลดอุณหภูมิลง 2 องศา มนุษย์ถึงจะอยู่ได้

                ประเทศไทยเราโดยกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สถาบันบริหารก๊าซเรือนกระจก รู้ว่าต้องทำอะไร จากวันนี้ไปอีก 20 ปี ต้องลดการปล่อยก๊าซจากโรงไฟฟ้า รถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ขยะทิ้งไว้เฉยๆ ไม่ได้แล้ว ขยะกองไว้เฉยๆ เกิดการหมักขึ้นมาแล้วเกิดแก๊สมีเทนลอยขึ้นมาย่อมเกิดผลกระทบ ต่อไปเอาขยะไปทิ้งไปฝังกลบก็ไม่ได้แล้ว ต้องเอาขยะไปย่อยให้สลายตัวไปเลย ประเทศไทยเราจะมีส่วนร่วมเช่นนั้น และจะต้องใช้พลังงานทดแทนเข้ามาเสริม

                ถ้าผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ผลิตไฟฟ้าหนึ่งหน่วยจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหิน 0.8 ถ้าน้ำมัน 0.7 กก. ถ้าแก๊สธรรมชาติประมาณ 0.4 ซึ่งต่ำกว่า 0.4 กก.ก็สามารถทำได้ ถ้าเราหลีกเลี่ยงการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากเท่าไหร่ ย่อมมีความจำเป็นต้องใช้แก๊สธรรมชาติมากขึ้นเท่านั้น

                อย่างไรก็ตาม หากต้องใช้แก๊สธรรมชาติสามารถนำเข้ามาในรูปแบบ LNG  ราคาจะไม่แพงตามที่เป็นห่วง เพราะสามารถที่จะนำเข้า LNG ได้จากทั่วโลก จะใส่เรือมาจากกาตาร์ เยเมน  อียิปต์ รัสเซีย อินเดีย อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ทวีปอาฟริกา หรือออสเตรเลียก็ได้ ดังนั้นไม่ต้องเป็นห่วงว่าเกิดสงครามแล้วจะไม่มีแก๊สธรรมชาติเหลวใช้ ไทยยังมีโอกาสกระจายความเสี่ยงโดยการซื้อจากแหล่งต่างๆ ได้หลายที่ ตอนนี้ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4-5 ดอลลาร์ต่อหน่วย เมื่อก่อนเราเคยเป็นห่วงว่าราคาจะสูงกว่า 15 ดอลลาร์ต่อหน่วย เหตุผลที่ราคาแก๊สธรรมชาติเหลวไม่สูงเหมือนเมื่อก่อน ทั้งยังราคาถูกลงมากว่าครึ่งหนึ่งของสี่ห้าปีที่แล้ว เพราะมีการผลิต LNG มากขึ้นทั่วโลก จนโอเวอร์ซัพพลาย

                ประเทศสหรัฐอเมริกาโชคดีพบแก๊สธรรมชาติในชั้นหินที่เรียกว่าเชลล์แก๊ส มีอยู่ในอเมริกาเยอะมาก ทำให้น้ำมันและแก๊สธรรมชาติล้นตลาด เลยทำให้น้ำมันและ LNG ราคาถูกลง และจะมีราคาสูงขึ้นไม่มาก ดังนั้นค่าไฟฟ้าจะไม่ขึ้นไปถึงหน่วยละ 7-8 บาทอย่างที่หลายคนเป็นห่วง

แผน PDP ควรมีการปรับปรุงหรือไม่?

                แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP)  ปี 2015 คณะกรรมการนโยบายแห่งชาติประกาศว่า ใน 20 ปีข้างหน้าจะผลิตไฟฟ้าจากน้ำ 15 เปอร์เซ็นต์ ถ่านหิน 23 เปอร์เซ็นต์ พลังงานหมุนเวียน 20 เปอร์เซ็นต์ แก๊สธรรมชาติ 37 เปอร์เซ็นต์ นิวเคลียร์ 5 เปอร์เซ็นต์ สังเกตให้ดีจะเห็นว่าสัดส่วนของแก๊สธรรมชาติลดฮวบลงจากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ลงมาเหลือ 37 เปอร์เซ็นต์ เพราะประเมินว่าแก๊สธรรมชาติจะหมดไปจากอ่าวไทย และไม่สามารถซื้อจากต่างประเทศในรูป LNG  เพราะราคาแพง ดังนั้นแก๊สธรรมชาติมีความสำคัญ ต้องหามาให้ได้ ตอนนี้หาเจอแล้ว สามารถซื้อได้จากทั่วโลก และราคาไม่แพงจนเกินไป

จะเห็นได้ว่าแผน PDP ปี 2015 ยังเพิ่มถ่านหินจาก 20 เป็น 23 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสภาปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงานบอกว่าลดเถอะถ่านหิน อย่าผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเพิ่มเลย โดยเสนอแนะให้เพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเข้ามาแทน

                เหตุที่มั่นใจว่าพลังงานหมุนเวียนจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะเชื่อว่าราคาการผลิตในอนาคตจะต้องถูกลงแค่สองปีที่ผ่านมาราคาก็ถูกลงอย่างถล่มทลาย โซลาร์รูฟท็อปที่คุยกันเมื่อสองปีที่แล้วว่ารัฐต้องรับซื้อในราคาพิเศษ ตอนนี้ไม่ต้องพิเศษแล้ว ขอให้สามารถติดตั้งได้ก็คุ้มค่า ได้กำไรแล้ว ฉะนั้นพลังงานหมุนเวียนยังมีโอกาสขึ้นไปเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์

แผน PDP กระทรวงพลังงานควรต้องมีการปรับปรุง ส่วนเขาจะปรับปรุงอย่างไร ต้องคอยดูต่อไป ถ่านหินจะเหลือเท่าไหร่ พลังงานหมุนเวียนจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ แก๊สธรรมชาติจะเพิ่มเป็นเท่าไหร่ ส่วนนิวเคลียร์ ยังไงก็คงไม่เกิดอยู่แล้ว 

จุดเด่นของพลังงานแสงอาทิตย์

                การผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ถ้ามีเงิน 2-3 แสนบาท แล้วนำไปฝากธนาคาร จะได้รับ ดอกเบี้ยไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเราฝากไว้บนหลังคา ฝากไว้กับโซลาร์รูฟท็อป ดอกเบี้ยน่าจะประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ค่าติดตั้งกิโลวัตต์ไม่ถึง 6 หมื่นบาท มีเงิน 120,000 บาท สามารถซื้อได้ 2 กิโลวัตต์ มีเงิน 150,000 บาท ซื้อได้ 3 กิโลวัตต์ ติดตั้งเสร็จแล้วหักต้นทุนออก 7 ปีแรก ปีที่ 8 ถึง 25 ได้กำไรมาอีกสามเท่า ถ้าลงทุน 200,000 บาท ใช้ไฟ 25 ปี ก็จะได้กำไรมาอีก 600,000 บาท เท่ากับบวกเข้าไปอีก 6 แสน คือหักต้นทุน 2 แสน บวกกำไรอีก 4 แสน เท่ากับได้ทั้งหมด 6 แสน ย่อมสามารถเป็นไปได้ที่จะได้กำไรสามเท่า

                ดังนั้นนักธุรกิจที่ลงทุนเป็นเขารู้อยู่แล้วว่ามันคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม กราฟการติดตั้งก็เลยพุ่งขึ้นสูง อัตราการเติบโตของโซลาร์ฯทั่วโลก โตประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2016 ทั่วโลกติดตั้งโซลาร์ฯไปแล้ว 7  หมื่นกว่าเมกกะวัตต์ เฉพาะปี 2016 ปีเดียว 7 หมื่นกว่าเมกกะวัตต์ เฉพาะปีที่แล้วทั่วโลกติดตั้งโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์มากกว่าโรงไฟฟ้าในประเทศไทยมากกว่าสองเท่าตัว คนที่ติดตั้งโซลาร์ฯมาตั้งแต่ปีสองพันต้นๆ เขายังยืนยันอยู่ว่าแผงโซลาร์เซลล์ยังคงทำงานได้ปกติ ทั้งๆ ที่ผ่านมาแล้ว 10-20 ปี ทุกวันนี้ถ้าใครซื้อแผงโซลาร์เซลล์จะได้รับประกัน 25 ปี

                ปัจจุบันราคาโซลาร์เซลล์ถูกลงจนมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน จุดเด่นของโซลาร์เซลล์ปี 2561 มีดังนี้

                1.ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งลดลงมาก ที่เคยบอกว่ากิโลวัตต์ละแสนบาท ตอนนี้ลดลงมาเหลือ 4-5 หมื่นบาท ถึงแม้ไม่มีการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่ต้องขอบีโอไอ ติดตั้งไป 7-8 ปีก็คืนทุนแล้ว ถ้าขอบีโอไอ ระยะเวลาคืนทุนจะลดลงเหลือ 3-4 ปี คนที่เป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมสามารถเอาโปรเจ็คท์โซลาร์รูฟท็อปไปขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอได้ สมมติซื้อโซลาร์รูฟท็อป 10 ล้านบาท หากนำไปเข้ามาตรการที่ 7.1 ของบีโอไอ ครึ่งหนึ่งของ 10 ล้านบาท คือ 3 ถึง 5 ล้านบาท เอาไปหักภาษีได้ทันที

                2.ถ้าเป็นบ้านอยู่อาศัย ไม่มีบีโอไอสนับสนุน ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป 7-8 ปีก็คืนทุนแล้ว เมื่อคืนทุนแล้วย่อมทำให้เกิดความคุ้มค่าต่อการลงทุนได้เร็ว

                3.สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ก็คือจะเกิดธุรกิจเอกชนผลิตไฟฟ้าขายเอกชนกันมากขึ้น จะเกิดธุรกิจขอเช่าหลังคาโรงงาน หรืออาคารขนาดใหญ่ เพื่อผลิตไฟฟ้าและขายไฟฟ้าให้เจ้าของอาคารในราคาถูก สมมติค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4 บาท ผู้มาลงทุนเช่าหลังคาผลิตไฟฟ้าอาจจะขายให้ไฟฟ้าให้ถูกกว่าการไฟฟ้า 10-15 เปอร์เซ็นต์ เจ้าของอาคารก็ได้ประหยัดค่าไฟฟ้า

                บ้านอยู่อาศัยก็เหมือนกัน บางคนอยู่เฉยๆ อาจจะมีคนมาเช่าหลังคา แล้วขายไฟฟ้าให้เจ้าของบ้าน ซึ่งจะสามารถถซื้อไฟฟ้าได้ในราคาถูกกว่าซื้อจากการไฟฟ้า มันจะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นแบบลูกโซ่ นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 61 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

                ส่วนกรณีที่จะเป็นมาตรการ หวังว่ากระทรวงพลังงานจะมารับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษนั้น ลืมได้เลย ไม่มีแล้ว จะให้กระทรวงพลังงานมาซื้อไฟฟ้าหน่วยละ 4-6 บาท ไม่มีแล้ว กระทรวงพลังงานอาจจะช่วยนิดหน่อย ใครติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้ในบ้านหรือในอาคาร บังเอิญมีไฟฟ้าเหลือ กระทรวงพลังงานจะมีมาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินตรงนั้น ในราคานิดๆ หน่อยๆ ไม่เกิดราคาขายส่ง แต่ก็ยังดีกว่าไม่รับซื้อ

ประชาชนที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปมี 2 ทางเลือก

1.ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปโดยไม่ต้องแคร์ว่ารัฐบาลจะมาซื้อไฟฟ้าส่วนเกินหรือไม่ ตัดสินใจติดไปเลย แต่ต้องขออนุญาตให้ถูกต้องตามขั้นตอน ก็จะได้สิทธิประโยชน์มากมาย solar self consumption ซึ่งนิติบุคคลจะได้ประโยชน์ 6 ต่อคือ (1) ลดค่าไฟฟ้า (2) หักค่าใช้จ่าย ลดกำไรเวลาประเมินภาษีรายปี (3) หัก VAT ภาษีซื้อ (4) หักค่าเสื่อมอาคาร 5 เปอร์เซ็นต์เป็นเวลา 20 ปี (5) สร้างภาพลักษณ์องค์กร “CSR” (6) ลดความร้อนในอาคาร แต่อย่าให้มีไฟฟ้าเหลือ เพราะถ้าเหลือรัฐอาจไม่รับซื้อ

2.ผลิตให้เหลือไฟฟ้าเยอะๆ ถ้าเลือกแบบนี้ต้องไปเข้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ต้องรอฟังการประกาศ  เชื่อว่าปริมาณที่จะประกาศรับซื้อไม่มากนัก ประมาณ 300 เมกกะวัตต์ จะเกิดปรากฏการณ์ วันไหนที่ประกาศวันนั้นคนเต็ม แม้ว่าราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจะถูกมากๆแต่ก็จะมีคนลงทุนอยู่ดี ถือว่าเป็นเรื่องดี (กรณีนี้ น่าจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากกระทรวงพลังงานมีนโยบายหยุดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 5 ปีไปแล้ว...ผู้เรียบเรียง)

ข้อเด่นของโซลาร์รูฟท็อป

                1.เป็นการติดแผงโซลาร์เซลล์บนอาคาร ที่ไม่ได้ใช้ที่ดินให้เกิดความสิ้นเปลือง

                2.ไม่เป็นโรงงานทำให้ไม่ต้องขอใบอนุญาต รง.4

                มีคำถามข้อหนึ่งว่า หากนำเอาแผงเซลล์ไปอยู่บนหลังคาโรงจอดรถเป็นโซลาร์รูฟท็อปหรือไม่ เอาแผงเซลล์ไปลอยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ อยู่ในสระน้ำหน้าบ้าน หรือตามหนองบึง เป็นโซลาร์รูฟท็อปไหม จะได้รับยกเว้นใบรง.4 หรือไม่ ถ้าอยู่บนหลังโรงจอดรถถือว่าเป็นโซลาร์รูฟท็อป แต่ถ้าไปลอยอยู่บนอ่างเก็บน้ำต้องสอบถามกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีกฎกระทรวง ปี 2557 ระบุว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อยู่บนหลังคาอาคารได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน 4 สามารถติดตั้งได้เลย แต่ถ้าวางบนพื้นดินถือเป็นโซลาร์ฟาร์ม ต้องขอใบอนุญาต รง.4 ถ้าอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมก็โชคดีไป เพราะเป็นเขตอุตสาหกรรม แต่ถ้าอยู่บนพื้นดินบอกเป็นโรงงาน ต้องขอ “รง.4”

                3.โซลาร์รูฟท็อปทำให้หลังคาเย็นลง และช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่หลังคา ฉะนั้นคนที่มีหลังคาบ้านหันไปทางทิศใต้โชดดีที่สุด แต่ถ้าหลังคาบ้านพื้นที่ใหญ่ๆ หันไปทิศอื่นไฟฟ้าที่ผลิตได้จะหายไปหลายเปอร์เซ็นต์ ทิศเหนือจะหายไปประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ตะวันออกหรือตะวันตกจะหายไปประมาณ 3-4  เปอร์เซ็นต์ จากนี้ไปใครจะสร้างบ้านใหม่ ใครที่ประกอบอาชีพสถาปนิก วิศวกร ควรออกแบบหลังคาเผื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอนาคตด้วย อย่าสร้างตามใจชอบ ควรออกแบบให้มีพื้นที่รองรับแผงโซลาร์เซลล์ เพราะต่อไปจะมีมูลค่าเพิ่ม และจะมีประโยชน์ในระยะยาวอีกหลายเรื่อง

จากนี้ไปผู้ลงทุนทำโซลาร์รูฟท็อปจะมี 2 กลุ่ม

                1.เจ้าของอาคารลงทุนเอง หากใครมีเงินเก็บก็ลงทุนเอง ถ้ามีไม่พอสามารถกู้แบงก์ กู้สถาบันการเงินมาเสริม

                2.เติร์ดปาร์ตี้ หรือบุคคลที่สาม จะมาลงทุนให้ โดยให้มีสัญญาเช่าหลังคากัน หรือทำสัญญาจะซื้อจะขายไฟฟ้า ซึ่งถ้าผู้อื่นลงทุนให้ 1 เมกกะวัตต์ 40 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าได้ 1 ล้าน 4 แสนหน่วย คูณ 4 ประหยัดไฟฟ้าได้ปีละ 6 ล้านกว่าบาท ปกติค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคิดค่าเฉลี่ยค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5 บาท หลังจาก 5-6 ปีแรก เอา 20 ปีหลังคูณค่าไฟ เฉลี่ยยูนิตละ 5 บาท เท่ากับ 100 ล้านบาท เท่ากับว่า 25 ปีข้างหน้าได้กำไรจากการประหยัดไฟฟ้านับร้อยล้าน

                อีกโมเดลหนึ่ง เจ้าของอาคารบอกไม่มีเงิน บริษัทฯช่วยลงทุนให้ แล้วเจ้าของอาคารขนาดใหญ่ที่สามารถติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปขนาด 1 เมกกะวัตต์ได้ บอกจะขอใช้สิทธิ์ในการซื้อไฟฟ้าโดยขอให้ลดราคาค่าไฟฟ้าให้ต่ำกว่าราคาจากการไฟฟ้าหน่วยละ 50 สตางค์ หากเป็นอาคารธุรกิจขนาดใหญ่ใช้ไฟฟ้าเยอะ เอาตัวเลขมาคูณกับจำนวนหน่วย จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ไม่กี่ล้านบาท น่าจะไม่ถึง 20 ล้านบาท ดังนั้นจึงค่อนข้างชัดเจนว่ากู้เงินลงทุนเองมีความคุ้มกว่าให้เช่าหลังคา ทั้งนี้การที่จะให้คนอื่นมาเช่ามีเหตุผลสองสามข้อ คือ ไม่มีเงินลงทุน ไม่สามารถกู้เงินได้ เพราะเพดานเงินกู้เต็ม หรือไม่กล้ากู้เงินเพราะไม่อยากเป็นหนี้

ปัญหาอุปสรรคของกรทำธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป

1.การขออนุญาตจากราชการยุ่งยากซ้ำซ้อน ใครจะสร้างโซลาร์รูฟท็อปต้องขอนุญาตติดตั้งแผงกับเขต เทศบาล

หรืออบต. เพื่อขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร ต้องใช้เวลาหลายเดือน ต้องมีวิศวกรมาเซ็นรับรอง สองสามปีที่แล้วสมาคมฯได้เจรจากับกรมโยธาธิการและผังเมืองจนสำเร็จ ถ้าเป็นบ้านที่อยู่อาศัย ติดตั้งแผงไม่เกิน 120 ตารางเมตร ให้ยกเว้น ไม่ต้องขออนุญาต แต่ให้ไปแจ้งกับเขต เทศบาล หรืออบต. ถ้าอาคารใหญ่กว่าบ้าน เป็นอาคารพาณิชย์ โรงงานอะไรต่างๆ ยังต้องขออนุญาต

2.ถ้าหากโซลาร์รูฟท็อปมีขนาดใหญ่กว่า 200 กิโลวัตต์ คือใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร ต้องขอใบอนุญาตผลิต

พลังงานควบคุม หมายความว่าถ้าต่ำว่า 200 กิโลวัตต์ไม่ต้องขอใบอนุญาต อันนี้เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2535 ตรงนี้ได้ขอยกเลิกไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุมอีกต่อไป ขณะกำลังทำเรื่องผ่านกรรมการปฏิรูป ให้กรรมการยุทธศาสตร์นำเข้าครม.เสนอให้ยกเลิก

                3.เหตุผลที่ต้องขอยกเลิกเพราะต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานอยู่แล้ว ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดในปี 2550 ทำให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน

4.ใบอนุญาตเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า คือการไฟฟ้าดูแลโครงข่าย ที่เรียกว่าสายส่ง สายจำหน่าย คนที่ติดตั้งโซลาร์

รูฟท็อปใช้ไฟฟ้าเอง ยังมีบางส่วนเป็นกองโจร คือติดใช้เองไม่ไปแจ้ง ไม่ควรทำแล้วนะ อย่าเป็นโซลาร์ฯกองโจร ให้เป็นโซลาร์ฯอยู่บนพื้นดิน คือขออนุญาตให้ถูกต้อง จะได้ไม่มีปัญหาให้กับลูกหลาน แต่อย่างไรก็ตาม หลายๆ ขั้นตอนที่เหลือ ยังยุ่งยาก ทางสมาคมฯจะหาวิธีทำยังไงให้ง่าย ลดเวลา ลดค่าใช้จ่าย ระเบียบการตรงนี้เยอะมากและสาหัสจริงๆ และมีส่วนทำให้ค่าใช้จ่ายเยอะเกินความจำเป็น

สรุปงานการปฏิรูปพลังงานของ “ดร.ดุสิต”

ประการแรก จะมีการปฏิรูปเรื่องอาคารอนุรักษ์พลังงานเกิดขึ้นแน่นอน 100% เพราะกระทรวงพลังงานกับ

มหาดไทย ได้ปรึกษาหารือกันเรียบร้อย เรียกว่ามาตรการอาคารประหยัดพลังงาน โดยอาคารประหยัดพลังงานที่จะก่อสร้างใหม่ในอนาคต ถ้ามีโซลาร์รูฟท็อป หรือพลังงานทดแทนชนิดอื่น ให้นำค่าพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทนนั้นไปหักออกจากค่าพลังงานของอาคารได้ เท่ากับเป็นการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อปไปในตัว โดยจะออกมาเป็นกฎกระทรวงว่าด้วยเรื่องการออกแบบมาตรฐานอาคารประหยัดพลังงาน (Building  energy codes) จะใช้บังคับกับอาคารขนาดใหญ่และใหญ่มากเท่านั้น นั่นหมายถึงว่าตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป อาคารใหม่ที่มีพื้นที่มากกว่า 10,000 ตรม.ขึ้นไป หากจะสร้างต้องมีรายการคำนวณค่าพลังงานด้วย ถ้าค่าพลังงานสูงกว่าเกณฑ์ก็จะไม่ได้รับใบอนุญาตสร้างอาคาร และในปี 2563 จะใช้กับอาคารที่ใหญ่กว่า 5,000 ตรม. ปี 2565 ใช้กับอาคารที่ใหญ่ว่า 2,000 ตรม.

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือคนที่จะสร้างอาคารขนาดใหญ่เกิน 10,000 , 5,000 และ 2,000 ตารางเมตร

จะต้องมีรายการคำนวณเรื่องพลังงาน มีรายการคำนวณเรื่องความแข็งแรงของงานโยธาสุขาภิบาล ระบบไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ คือต้องไปยื่นกับสำนักงานเขต ถึงจะได้รับการอนุญาตให้สร้าง มาตรการนี้ถ้าเกิดขึ้นจะทำให้อาคารขนาดใหญ่เหล่านั้นใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ส่วนอาคารเก่าๆ จะไม่เข้าไปแตะต้อง แต่ถ้าเป็นอาคารเก่าต้องการต่อเติม ส่วนต่อเติมนั้น ถ้าหากเกิน 2 พัน 5  พัน หรือ 1 หมื่นตรม. ส่วนต่อเติมนั้นต้องเข้ามาตรการนี้

ประการต่อมา คือการปฏิรูปโซลาร์รูฟท็อปเสรี หลังจากที่สภาปฏิรูปฯเสนอไปที่รัฐบาลแล้ว คาดว่า

กระทรวงพลังงานจะออกประกาศระเบียบให้รับสมัครเข้ามาในโครงการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ที่วิทยากรเมื่อเช้าได้บอกว่าเป็นมาตรการโซลาร์เน็ตบิลลิ่ง แต่ว่าคำสั่งที่เคยเสนอไปเมื่อสองปีที่แล้วเป็นการเสนอให้รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินไม่อั้น ไม่จำกัดจำนวน แต่ว่ากระทรวงพลังงานวิเคราะห์ว่าต้องจำกัด ถ้าอย่างนั้นเราจะปรับปรุงข้อเสนอโซลาร์รูฟท็อปเสรีใหม่ ให้เป็นโซลาร์เสรีไปเลย ก็คือให้เอกชนซื้อขายกันเอง รัฐอย่ามายุ่ง เพียงต่อขอให้ออกกฎระเบียบมาให้อำนวยความสะดวกให้เอกชน

ประการสุดท้ายคือการปฏิรูปรถยนต์ไฟฟ้า เพราะรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มมาแรงแน่ๆ เราได้มีการเสนอการปฏิรูปไปเมื่อสองปีที่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมกับพลังงานได้ตอบรับ และมีการทำแผนว่าในอนาคต 20 ปีข้างหน้า คาดว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้าเกิดขึ้นในประเทศไทย ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคัน เมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ย่อมมีความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ก็ต้องกลับไปแก้แผน PDP ที่ต้องใส่ความต้องการใช้ไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้าเข้าไปด้วย หากต่อไปมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากๆ  ความต้องการไฟฟ้าต้องมากขึ้นกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ กลุ่มที่ทำด้านพลังงานทดแทนก็จะพลอยได้อานิสงค์ตรงนี้

ต่อไปคนไทยก็จะเห็นชาร์จจิ้งสเตชั่น ที่ใช้พลังงานทดแทนเป็นแหล่งเชื้อเพลิง แล้วเราก็จะเสนออีกว่า ถ้าอย่างนั้นใครที่มีชาร์จจิ้งสเตชั่น ที่ชาร์จไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทนควรจะได้รับการส่งเสริม ได้รับเงินพิเศษ หรือว่าได้รับส่วนลดภาษีอะไรก็ว่ากันไป ส่วนคนที่จะสนใจผลิตรถยนต์ไฟฟ้าก็ทำหน้าที่ผลิตรถไฟฟ้าออกมา สมาคมฯขอขีดเส้นว่าการเสนอขอปฏิรูปของเรามุ่งเน้นให้เกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ไม่ใช่มุ่งเน้นให้นำเข้าจากต่างประเทศ