ย้อนรอย 40 ปีเส้นทางเซลล์แสงอาทิตย์ในเมืองไทย (3)

8 ก.ย. 2560

            รอยต่อระหว่างปี พ.ศ. 2548-2550 ค่อนข้างมีความชัดเจนว่าการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาผลิตไฟฟ้าเริ่มพลิกโฉมจากการใช้ในวงจำกัดที่เป็นพลังงานทดแทนในหน่วยงานราชการ และโครงการตามพระราชดำริ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และบรรเทาปัญหาภาวะโลกร้อน มาเป็นการใช้งานในขอบเขตที่กว้างขวางขึ้น เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ภาคประชาชนใช้เป็นพลังงานทดแทน ทั้งในด้านของการสร้างโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Farm) และการผลิตไฟฟ้าจากหลังคา (Solar Rooftop)

เซลล์แสงอาทิตย์ในบริบทอุตสาหกรรม (ปี พ.ศ. 2551-ปัจจุบัน)

            การยกระดับเซลล์แสงอาทิตย์มาเป็นอุตสาหกรรมในประเทศไทยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศไทย โดยในช่วงปี พ.ศ. 2548 รัฐบาลได้มีนโยบาย

            “โซลาร์เอื้ออาทร” ด้วยการนำแผงโซลาร์เซลล์ ขนาด 120 วัตต์ ที่สามารถใช้เปิดโทรทัศน์ได้นาน 2-3 ชั่วโมง และเปิดไฟได้ 4-5 หลอด ไปแจกในพื้นที่ชนบทห่างไกลไฟฟ้าเข้าไม่ถึงจำนวน 203,000 ระบบ ซึ่งบริษัทที่ประมูลโครงการได้ตอนนั้น มีบริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด และ บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด

            หลังจากสิ้นสุดโครงการโซลาร์เซลล์เอื้ออาทร  รัฐบาลก็ได้เดินหน้าโครงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบให้มีการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โดยกำหนดส่วนเพิ่มอัตรารับซื้อไฟฟ้า (Adder) เมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2549  โดยกำหนด Adder จากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 8 บาทต่อหน่วย ปี เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2549

            ปี พ.ศ. 2550  ได้มีการประกาศมาตรการสนับสนุน Adder 8 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสนับสนุน 10 ปี โดยกำหนดเป้าหมายสนับสนุนให้ผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จำนวน 500 MV (REDP : 2551-2565) ช่วงเวลานั้น  มีเพียงเอกชนไม่กี่รายสนใจเข้าร่วมโครงการ อาทิเช่น  บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด บริษัท บางกอกโซลาร์ จำกัด บริษัท ชาร์ปไทย จำกัด เป็นต้น โดยมีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์ และลงทุนทำโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Farm) หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาลงทุนทำโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม อาทิเช่น บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด บริษัท บางจากโซลาร์เอ็นเนอร์จี จำกัด และบริษัท อีเอ โซล่า จำกัด เป็นต้น

            เข้าสู่ปี พ.ศ.2553 คณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติได้มีมติ ลงวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ให้หยุดการรับคำร้องขอขายไฟฟ้าจากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ มีการปรับลดราคารับซื้อ Adder สำหรับ Solar จาก 8.0 บาทต่อหน่วย เหลือ 6.50 บาทต่อหน่วย และตั้งคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียน รวมทั้งเห็นชอบในหลักการปรับรูปแบบจาก Adder เป็น Feed-in tariff (FIT) (Feed-in tariff =มาตรการส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน) 

            ปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) กพช.ประกาศเป้าหมาย/แผนการพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก 25% ใน 10 ปี (พ.ศ. 2555 - 2564) (AEDP= Alternative Energy Development Plan 2012 - 2021) โดยปรับเพิ่มเป้าหมายแผนพัฒนาพลังงานทดแทน 15 ปี (REDP) เป็น 9,201 เมกกะวัตต์ (MW) โดยคณะกรรมการบริหารวางหลักเกณฑ์/คัดกรอง/เร่งรัดโครงการ Solar

            ปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ.2013) ได้มีคัดกรองโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ SCOD (Scheduled Commercial Operation Date : SCOD = กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า) รวมทั้งประกาศใช้มาตรการ FIT สำหรับนำร่องโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) 200 เมกกะวัตต์ (MW) และ Solar ชุมชน 800 เมกกะวัตต์ (MW) และประกาศปรับเป้าหมาย/แผนพลังงานทดแทน 10 ปี (AEDP) เพิ่มขึ้นเป็น 13,927 เมกกะวัตต์ (MW)

           ต่อมา กกพ.ได้จัดทำระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ว่าด้วยการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา พ.ศ. 2556 แล้วเสร็จ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2556 เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการจะยื่นขอผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่ประสงค์จะผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปโดยมีการออกประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เรื่องการรับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา พ.ศ. 2556 เพื่อเชิญชวนให้ผู้ที่สนใจจะผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าตามโครงการดังกล่าว สามารถยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปให้กับการไฟฟ้า ฝ่ายจำหน่าย (การไฟฟ้านครหลวง ( กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.))ได้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน - 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556 และมีการประกาศรายชื่อผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าที่ผ่านการคัดเลือกวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

            ระเบียบดังกล่าวได้กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป ในปริมาณการรับซื้อที่ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 200 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นบ้านเรือนอยู่อาศัยที่มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 0-10 กิโลวัตต์ รวมทั้งสิ้น 100 เมกะวัตต์ และอาคารธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง-ใหญ่ ที่มีกำลังการผลิตติดตั้ง 10-1,000 กิโลวัตต์ อีก 100 เมกะวัตต์  โดยมีราคารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าตามอัตรารับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนจริง หรือ Feed-in tariff (FIT) 25 ปี แบ่งเป็นกลุ่มบ้านอยู่อาศัย รับซื้ออัตรา 6.85 บาทต่อหน่วย กลุ่มอาคารธุรกิจขนาดเล็ก รับซื้ออัตรา 6.40 บาทต่อหน่วย และกลุ่มอาคารธุรกิจขนาดกลาง -ใหญ่ รับซื้ออัตรา 6.01 บาทต่อหน่วย และรับซื้อไฟจากโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ แบบติดตั้งบนพื้นดิน สำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร อัตรา FiT 5.66 บาทต่อหน่วย จำนวน 800 เมกกะวัตต์

            จังหวะเวลานั้น (ช่วงปี พ.ศ. 2556-2559) ได้เริ่มมีผู้ประกอบการรายใหม่สนใจเข้าสู่ธุรกิจติดตั้งและจำหน่ายโซลาร์เซลล์จำนวนมากกว่าร้อยราย  ทำให้ตลาดเติบโตอย่างรวดเร็ว และมีการนำเข้าโซลาร์เซลล์จากหลายๆ ประเทศเข้ามาจำหน่าย มีทั้งเยอรมัน สิงคโปร์ เกาหลี และจีน โดยฐานการผลิตใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน

            ต่อมาได้มีโครงการโซลาร์ฟาร์มหน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร  เฟสที่ 2 จำนวน 219 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นส่วนราชการ ยื่นขอได้ทุกพื้นที่ ทั่วประเทศ รวม 100 เมกะวัตต์ และสหกรณ์ภาคการเกษตรรวม 119 เมกะวัตต์ แยกเป็นภาคเหนือ 19 เมกะวัตต์ ตะวันออกเฉียงเหนือ 50 เมกะวัตต์ และภาคใต้จำนวน 50 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีส่วนช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจผ่านเม็ดเงินลงทุนใหม่อีกไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท ภายใต้กรอบเวลาที่พร้อมจะจ่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561

            ทั้งนี้ การสนับสนุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2553 มีบทบาทสูงอย่างยิ่งในการยกระดับให้ธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์เติบโตอย่างต่อเนื่องจนมีวอลุ่มใหญ่มากเพียงพอที่จะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในธุรกิจนี้ รวมทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายทางด้านพลังงานให้กับครัวเรือน และกลุ่มอาคารธุรกิจทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ส่งผลให้ธุรกิจนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงปี พ.ศ. 2556-2559 และเริ่มชะลอตัวลงในปี พ.ศ. 2560 เนื่องจากเป็นระยะที่สิ้นสุดโครงการที่รัฐบาลให้การสนับสนุน

            ขณะนี้รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างพิจารณาโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี จึงทำให้ตลาดในกลุ่มผู้ที่สนใจลงทุนผลิตไฟฟ้าบนหลังคาขายไฟให้กฟผ.หยุดชะงักลง จะเหลือแต่เพียงตลาดในส่วนของการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพื่อประหยัดค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ใช้ไฟฟ้าปริมาณมากๆ มีการใช้ไฟฟ้าเวลากลางวัน และต้องการใช้ไฟฟ้าทุกวันไม่มีวันหยุด อย่างเช่นห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรม หรือโฮมออฟฟิศ ฯลฯ  ที่ยังสนใจลงทุนติดตั้งอยู่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยังคงมีผู้ประกอบการติดตั้งและจำหน่ายอุปกรณ์โซลาร์เซลล์บางส่วนสามารถประคับประคองกิจการให้เดินหน้าต่อไปได้ ขณะเดียวกันก็มีหลาย ๆ บริษัทที่ปรับตัวรับสถานการณ์ที่ไร้แรงจูงใจจากนโยบายรัฐไม่ได้จนถึงขั้นปิดกิจการไปก็มีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

            นับจาก ณ เวลานี้เป็นต้นไป จึงเป็นที่น่าจบตามองว่าประวัติศาสตร์หน้าต่อไปของอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ในไทยจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด?