ย้อนรอย 40 ปี เส้นทางเซลล์แสงอาทิตย์ในเมืองไทย (2)

7 ก.ย. 2560

               ช่วงสิบปีแรก (ปี พ.ศ.  2519-2529) การใช้เซลล์แสงอาทิตย์ในประเทศไทยดำเนินไปในลักษณะโครงการสาธิต และทดสอบ เนื่องจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ในเวลานั้นยังมีราคาสูงกว่าพลังงานประเภทอื่นๆ ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำ หรือพลังงานจากฟอสซิล

                แต่ด้วยจุดเด่นของพลังแสงอาทิตย์ที่ใช้ได้ไม่มีวันหมด และเป็นแหล่งพลังงานสะอาด ทำให้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้หน่วยงานราชการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2530 ได้เริ่มมีการใช้งานเพื่อการสูบน้ำในโครงการอีสานเขียว เพื่อแก้ไขปัญหาความแห้งแล้ง

                อย่างไรก็ตาม ถ้าหากสืบค้นถึงการนำเซลล์แสงอาทิตย์มาใช้จะพบว่า กฟผ.ยังคงเป็นหน่วยงานหลักที่นำเอาเซลล์แสงอาทิตย์เข้าไปใช้เป็นพลังงานเสริมในโครงการผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ห่างไกล

ยุคใช้เป็นพลังงานเสริมในหน่วยงานราชการ (ปีพ.ศ. 2530-2539)

                การใช้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าเป็นพลังงานเสริมในพื้นที่ห่างไกลโครงการแรกคือโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ ผาบ่อง จ.แม่ฮ่องสอน ที่ตั้งอยู่ชายแดนด้านตะวันตก ด้านบนสุดของประเทศไทย สภาพภูมิประเทศเต็มไปด้วยภูเขาและป่าไม้ คิดเป็นร้อยละ 78 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นที่ราบสองฝั่งลำน้ำและที่ราบในหุบเขาส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สีเขียว

                ช่วงเวลานั้น แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดเดียวของประเทศไทยที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังไม่สามารถสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 115 kV. ผ่านเข้าไปได้ด้วยเหตุผลด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ กฟผ. จึงต้องจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าขนาด 22 kV. ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตร ประกอบกับ โรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาด 4.7 MW และโรงไฟฟ้าดีเซลแม่ฮ่องสอน ขนาด 5.4 MW ที่มีอยู่นั้น เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กไม่อาจขยายกำลังผลิตเพิ่มขึ้นให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชนซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปีได้
                กฟผ. ได้พิจารณาทางเลือกการผลิตไฟฟ้าในอนาคตแล้วพบว่า การก่อสร้างระบบส่งไฟฟ้าขนาด 115 kV. ผ่านเขตแม่ฮ่องสอนเป็นระยะทางกว่า 200 กิโลเมตรนั้น ยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2532 ไม่อนุมัติให้หน่วยงานใดใช้พื้นที่ลุ่มน้ำ 1 เอ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงเหลือทางเลือกเพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าที่สามารถดำเนินการได้รวดเร็ว และมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยพลังงานไฟฟ้าใกล้เคียงกัน คือ โดยใช้เครื่องยนต์ดีเซล และเซลล์แสงอาทิตย์

                เดือนกันยายน พ.ศ. 2534 กฟผ. มีหนังสือแจ้งถึงกระทรวงมหาดไทยที่ กฟผ. 81200/51801 ว่าจะเข้าไปช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมให้ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อมาในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2536  กฟผ. ได้ทำพิธีเปิดโรงไฟฟ้าดีเซลแม่ฮ่องสอนโดยมีกำลังผลิต 3,000 กิโลวัตต์ และมีโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์เสริมระบบจำหน่ายไฟฟ้า ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 ได้เพิ่มกำลังผลิตขึ้นอีก 2,400 กิโลวัตต์ นอกจากนั้น ยังมีการผลิตไฟฟ้าสนับสนุน อำเภอเมือง จ.แม่ฮ่องสอนจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำอีก 2 แห่ง ซึ่งดำเนินการโดย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแม่สะงา ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 5 MW และโรงไฟฟ้าพลังน้ำผาบ่อง ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 850 kW

                ช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทำการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาดกำลังผลิต 14 กิโลวัตต์ ที่สถานีพลังงานแสงอาทิตย์สันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการต่อเชื่อมเข้าระบบสายส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2536 (ค.ศ.1993) ซึ่งนับเป็นสถานีพลังงานแสงอาทิตย์ แบบต่อเข้าระบบ (Grid Connected) แห่งที่ 3 ในประเทศไทย 

ยุคส่งเสริมการนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน (ปี พ.ศ. 2540-2550)

                ช่วงปี พ.ศ. 2542  กฟผ.ได้จัดทำโครงการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙) ด้วยการจัดทำโครงการระบบการผลิต จำหน่ายไฟฟ้า จากเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคา ศูนย์พัฒนาอันเนื่องจากพระราชดำริ โดยมีเป้าหมายในการใช้กับอาคารศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 7 แห่ง คือ ศูนย์ฯห้วยทราย ศูนย์ฯพิกุลทอง ศูนย์ฯภูพาน ศูนย์ฯเขาหินซ้อน ศูนย์ฯอ่าวคุ้งกระเบน ศูนย์ฯห้วยฮ่องไคร้ และโครงการดอยตุง ซึ่งเป็นหน่วยงานศูนย์กลางให้ความรู้และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่แต่ละแห่ง 

              รูปแบบโครงการเป็นการติดตั้งระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เพื่อเน้นการประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ทราบถึงผลดีและผลเสียของการผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันหรือถ่านหิน ที่มีผลต่อการทำลายธรรมชาติแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงเวลานั้นยังคงมีราคาลงทุนที่สูง แต่มีข้อดีตรงสามารถช่วยลดการทำลายสภาพแวดล้อมในอนาคตได้เป็นอย่างดี  

                ระบบผลิตและจำหน่าย ไฟฟ้าจากเซลล์ แสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ติดตั้งบนหลังคาอาคาร ภายในอาคารจะมีชุดแปลงกระแสไฟฟ้า พร้อมระบบควบคุม เพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบร่วมกับไฟฟ้าเดิมที่ใช้อยู่ ดังนั้นถ้าปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการ จะจ่ายกระแสไฟฟ้าย้อนกลับให้กับการไฟฟ้าฯ ทำให้ระบบดังกล่าวไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าส่วนเกิน

                ปีเดียวกันนั้นยังมีโครงการบ้านพลังงานแสงอาทิตย์ภายในโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา ซึ่งได้รับบริจาคอุปกรณ์จากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาคราชการและเอกชน โดย กฟผ. ดำเนินการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์จำนวน 14 แผง สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 9.45 แอมแปร์ ติดตั้งเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า ตู้สวิตช์ควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ และตู้บอร์ดมิเตอร์ แสดงสภาวะการทำงานของระบบ ประกอบด้วยมิเตอร์วัดแรงดันและกระแสไฟฟ้าตรงของเซลล์แสงอาทิตย์ มิเตอร์วัดแรงดันและกระแสไฟฟ้าสลับ และมิเตอร์วัดพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากระบบ ต่อเชื่อมระบบดังกล่าวเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้านครหลวง

                ขณะเดียวกัน ในส่วนของโรงเรียนจิตรลดาได้มีการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร ประกอบด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดกำลังผลิตแผงละ 180 วัตต์ จำนวน 20 แผง รวมกำลังผลิตทั้งหมด 3,600 วัตต์ ชุดควบคุมระบบผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ 1 ชุด เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า 1 ชุด เซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมดจะผลิตไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ผ่านระบบควบคุมเข้าเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า หลังจากนั้นเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าจะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) จ่ายเข้าระบบไฟฟ้าภายในอาคารโรงเรียน

                ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปิดใช้อยู่ภายในอาคารโรงเรียน ใช้กำลังไฟฟ้าน้อยกว่ากำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ กำลังไฟฟ้าส่วนที่เหลือจะจ่ายผ่านมิเตอร์จำหน่ายไฟฟ้าให้กับทางการไฟฟ้านครหลวง ในช่วงที่ไม่มีแสงอาทิตย์หรือมีการใช้ไฟฟ้ามากกว่าที่กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้จากเซลล์แสงอาทิตย์ โดยจะซื้อกำลังไฟฟ้าส่วนที่ไม่พอจากระบบจำหน่ายของการไฟฟ้านครหลวง ผ่านมิเตอร์ซื้อไฟฟ้ามาใช้ภายในอาคารเหมือนปกติ ทำให้โรงเรียนซื้อกระแสไฟฟ้ามาใช้น้อยลง ช่วยประหยัดพลังงานและลดมลพิษที่เกิดจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานประเภทอื่นได้อีกทางหนึ่ง

                นอกจากนั้น กฟผ.ยังได้จัดทำโครงการสาธิตระบบผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ บนหลังคาอาคารศาลากลางจังหวัดและอาคารของรัฐนี้ เป็นโครงการที่ส่งเสริมธุรกิจด้านการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่ง กฟผ. เป็นผู้ดำเนินโครงการ โดยขอรับการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานนโยบาย และแผนพลังงาน (สนพ.) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนผู้เข้าร่วมโครงการ รายละ 1,053,388 บาท โดยกองทุนฯ สนับสนุนผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 100%

                โครงการนี้ ต้องการผู้ร่วมโครงการที่เป็นหน่วยงานราชการที่ต้องการศึกษาและมีจิตสำนึกในการที่จะช่วยกันเผยแพร่ความคิดในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้ประชาชน จึงกำหนดพื้นที่เป้าหมายของโครงการเป็นศาลากลางจังหวัด 3 แห่ง ที่อยู่ในเขตการใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่ชนะการประกวดตามโครงการประกวดการประหยัดพลังงาน ในปีรณรงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ปี พ.ศ. 2542 และอีก 3 แห่ง เป็นอาคารหน่วยงานของรัฐในจังหวัดต่างๆ ที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ รวมทั้งหมด 6 แห่ง แต่ละแห่งติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ไว้บนหลังคาอาคาร ขนาดกำลังผลิต 4.20 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งหมด 25.20 กิโลวัตต์ เริ่มโครงการเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2542 โครงการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2543

                ปี พ.ศ. 2550 กฟผ.ได้จัดทำโครงการโรงไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ขนาดกำลังผลิตติดตั้ง 1 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี พ.ศ. 2547-2552 (PDP 2004) โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลเรื่องการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน โดยการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ในการผลิตไฟฟ้า ทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในระบบผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ช่วยอนุรักษ์พลังงานและลดปัญหาภาวะโลกร้อน โครงการนี้ได้รับการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550

(อ่านต่อตอนที่ 3 พรุ่งนี้)