มั่นใจโซล่าร์เซลล์กำลังเปลี่ยนโลก “มหานครฯ” เปิดเกมรับงานออนไลน์เต็มพิกัด!

26 ก.ย. 2560

               พ.ศ. 2556 นับเป็นปีที่อุตสาหกรรมโซล่าร์เซลล์เติบโตแบบก้าวกระโดด อันเป็นผลพวงจากนโยบายสนับสนุนโครงการโซล่าร์รูฟท็อปของรัฐบาลสมัยนั้น ส่งผลให้มีผู้ประกอบรายใหม่สนใจเข้าสู่ธุรกิจนี้จำนวนมาก โดย คุณสุชาติ อยู่ดี ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม บริษัท มหานคร แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ที่ขณะนั้นประกอบธุรกิจรับทำระบบไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม เกิดความสนใจเพราะทำธุรกิจเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยตรงอยู่แล้ว ก็เลยตัดสินเข้าสู่ธุรกิจนี้ด้วยการไปเรียนรู้วิธีการติดตั้งระบบอย่างถูกต้องหลักตามวิศวกรรม โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและการผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิผลมาก่อนเสมอ โดยเริ่มต้นทดลองอุปกรณ์หลักๆ ไม่ว่าจะเป็นแผงโซล่าร์เซลล์ หรืออินเวอเตอร์ ที่บ้านตนเองก่อน จนมั่นใจว่าระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ดีน่าพอใจ จึงเดินหน้าประกอบธุรกิจรับติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ เต็มรูปแบบ อย่างเช่น เว็บไซต์ www.solarcellcenter.com หรือ Line ID: solarcellcenter หรือ facebook.com/mahanakornengineering.and.development เป็นต้น

               “การทดลองทำด้วยตัวเองในตอนนั้นเริ่มต้นจากการเข้าร่วมโครงการของรัฐที่รับซื้อไฟฟ้าจากการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา พ.ศ.2556 เป็นโครงการโซล่าร์รูฟท็อปขนาด 10  กิโลวัตต์ที่บ้าน ก็ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อนออกแบบและลงมือติดตั้งเอง ใช้เงินลงทุนไม่มากเท่าไหร่ ประมาณสี่แสนกว่าบาท  ติดตั้งระบบออนกริด ผลิตไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ปรากฏว่า ผลที่ได้รับออกมาดีและเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามาก เลยขยายสเกลทำเพิ่มอีกหลายจุด จนมีกำลังผลิตรวม 37.5 กิโลวัตต์  ซึ่งในช่วงที่ฝนตกชุก ก็ยังขายไฟให้การไฟฟ้าได้เดือนละ เฉลี่ย 34,000 บาท”

               ขณะเดียวกัน ส่วนของกิจการรับติดตั้งในช่วงที่รัฐบาลมีโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเพิ่มเติมอีกรอบในปี พ.ศ. 2558นั้น ได้รับการตอบรับค่อนข้างดี มีคนสนใจเข้าร่วมโครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าโซล่าร์รูฟท็อปและไว้วางใจให้ “มหานครฯ” เป็นผู้ติดตั้ง จำนวนมากพอสมควร จนทำให้ “คุณสุชาติ” เกิดความมั่นใจว่าระบบไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์น่าจะเป็นเทรนด์ที่มาเปลี่ยนโลกจึงปรับการบริหารจัดการภายในบริษัท หันมาจับงานติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปอย่างเดียว ทำให้กิจการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปี พ.ศ. 2557-2559

               “ตอนนี้โปรไฟล์ของบริษัทเราค่อนข้างเต็ม  มีผลงานค่อนข้างเยอะ เพราะทำธุรกิจด้านนี้มาเกินกว่าสามปี ช่วงหลังๆ โครงการเริ่มเต็ม รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะสนับสนุนโซล่าร์รูฟท็อปเสรีอย่างไร ในรูปแบบไหน พอดีเราได้วิธีบริหารใหม่ที่ดีกว่าเดิมด้วยการลดค่าฟิกซ์คอสท์ และโอเวอร์เฮดต่างๆ ปรับการทำงาน ให้เป็นแบบออนไลน์บน Cloud Server ของบริษัท จะทำงานอยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ และสามารถทำงานได้เต็มที่วันละ 8-9 ชั่วโมง โดยให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

                นอกจากนี้ “คุณสุชาติ” ยังได้กล่าวถึงสภาพโดยรวมของตลาดโซล่าร์เซลล์ว่าต้นทุนของแผงและอินเวอร์เตอร์ลดลงค่อนข้างมาก ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจโทรศัพท์มือถือจะคล้ายๆ กับช่วงเปลี่ยนผ่านจากมือถือเครื่องใหญ่เป็นเครื่องเล็ก ในที่สุดความนิยมโทรศัพท์ตามบ้านลดลงจนทำให้รายได้จากการโทรที่เป็นวอยซ์ลดลง ทำให้การส่งข้อมูลกลายเป็นดาต้าแทน องค์การโทรศัพท์จะมีบทบาทในด้านการบริหารโครงข่าย ซึ่งอนาคตการใช้ไฟฟ้าจะมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่คล้าย ๆ กับองค์การโทรศัพท์ เพียงแต่ต้องลุ้นกันว่าจะใช้เวลาในการเปลี่ยนผ่านนานแค่ไหน

               ปัญหาและอุปสรรคที่สําคัญของโครงการโซล่าร์ในเมืองไทย ก็คือกฎระเบียบที่ตามเทคโนโลยีไม่ทันเพราะเทคโนโลยีเกิดใหม่ทุกๆวัน เช่นประเทศญี่ปุ่นเค้าพัฒนาเป็นระบบ Solar Sharing คือสมดุลของพลังงานและเกษตรกรรม โดยจะใช้แผ่นโซล่าร์เซลล์เป็นตัวกรองแสงแดดให้พืชและสัตว์เลี้ยง ผสมผสานการอยู่ร่วมกัน กับงานเกษตรกรรมเลี้ยงไก่และแพะ ที่เข้ากันได้อย่างดี ต่างจาก บ้านเราเมืองเรา เพราะกฎระเบียบจะต้องขอ รง.4 ที่มีขั้นตอนยุ่งยากมาก จะทำโรงจดรถโซล่าร์เซลล์ก็ไม่ได้ต้องหาหลังคามาติดก่อนเพราะชื่อเป็นโซล่าร์รูฟท็อป ต้องติดบนหลังคาเท่านั้น อีกทั้งข้อกำหนดหม้อแปลงไฟฟ้าของ MEA/PEA ที่จำกัดการใช้งานการติดตั้งระบบโซล่าร์ และอินเวอร์เตอร์ที่เป็นระบบ ไฟฟ้า 1 เฟสที่การไฟฟ้าได้ออกระเบียบควบคุมไว้ ทำให้การที่โซล่าร์รูฟท็อปเสรีที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมีอุปสรรคมากพอสมควรเพราะคนที่จะติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อปจะทำได้ยากขึ้นไปอีกเพราะระเบียบที่กล่าวมา ทั้งที่การกระจ่ายโหลด การบาลานซ์เฟส อินเวอร์เตอร์ ชนิด 1เฟส ก็แก้ไขง่ายๆ แต่ระเบียบเค้าไปควบคุมจำนวนการติดให้น้อยลง

                “ช่วงนี้คนในวงการโซล่าร์เซลล์กำลังรออยู่สองอย่าง คือรอนโยบายของรัฐว่าจะสนับสนุนให้เกิดโครงการโซล่าร์รูฟท็อปเสรีรูปแบบไหน และรอการพัฒนาเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ให้มีขนาดเล็กลง  สามารถเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ได้เพียงพอสำหรับใช้ตลอดวันโดยไม่ต้องพึ่งไฟฟ้าจากแหล่งอื่น และที่สำคัญกว่านั้นก็คือต้องมีระดับราคาที่เหมาะสมที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้” คุณสุชาติกล่าวแสดงความเห็นในตอนท้าย