ทุ่งคาฮาเบอร์ ทุ่ม 5 พันล้าน รุกธุรกิจพลังงานทดแทน ตั้งเป้า 5 ปี ผลิตไฟฟ้า 100 เมกกะวัตต์

29 ก.ย. 2560

ทุ่งคาฮาเบอร์ ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ ทุ่มเงินลงทุน 5,000 ล้าน รุกธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าผลิตไฟฟ้า 100 เมกกะวัตต์ ภายใน 5 ปี ประเดิมลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์ม 2 โครงการ โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 1 โครงการ หวังความเติบโตอย่างยั่งยืน

         คุณวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทำการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทฯใหม่ มุ่งลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท ลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนภายใน 5 ปี ตั้งเป้ากำลังการผลิตไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการศึกษาหลายโครงการ ทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ ซึ่งจะเน้นการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV หรือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เป็นหลักโดยกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการโซลาร์ ฟาร์ม ที่ประเทศเวียดนาม จำนวน 2 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 60 เมกะวัตต์ และยังศึกษาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในต่างประเทศด้วย

            สำหรับการลงทุนในประเทศไทยนั้นในเบื้องต้นบริษัทฯได้ลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์ ฟาร์ม) จำนวน 2 โครงการ และโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะชุมชน อีก 1 โครงการ ประกอบด้วย โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ ฟาร์ม) ร่วมกับสหกรณ์พูนสุข จังหวัดชุมพร ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดชุมพร กำลังการผลิตติดตั้ง 5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 50 ไร่ เงินลงทุนประมาณ 225 ล้านบาท โดยคาดว่าโครงการจะเริ่มก่อสร้างในต้นปี พ.ศ. 2561 และคาดว่าจะสามารถก่อสร้างแล้วเสร็จ ผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2561 
          โครงการที่สอง คือ โครงการโซลาร์ ฟาร์ม ของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านตากแดด จำกัด จังหวัดพังงา ตั้งอยู่ที่จังหวัดพังงา กำลังการผลิตติดตั้ง 5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่บนพื้นที่ 50 ไร่ เงินลงทุนประมาณ 225 ล้านบาท โดยคาดว่าโครงการจะเริ่มก่อสร้างในต้นปี พ.ศ. 2561 และคาดว่าจะ COD ได้ภายในไตรมาสที่ 3 ปี พ.ศ. 2561 
          ส่วนโครงการที่สาม คือ โครงการกำจัดขยะมูลฝอยเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าจากชุมชน กำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ เงินลงทุนประมาณ 1,800 ล้านบาท ซึ่งผลสำรวจข้อมูลปริมาณขยะในพื้นที่จำนวน 580 ตันต่อวัน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการอนุมัติจากรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย และรอคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้อ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการในอีก 2 เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าจะสามารถก่อสร้างได้ภายในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2561 และและคาดว่าจะ COD ได้ภายในไตรมาสที่ 4 ปี พ.ศ. 2562 

            ปัจจุบัน บริษัทฯ มี 3 ธุรกิจหลักที่สำคัญ ประกอบด้วย ธุรกิจเหมืองแร่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจพลังงานทดแทน อย่างไรก็ตาม สัดส่วนรายได้ของบริษัทฯ ในอนาคต ยังมาจากธุรกิจเหมืองแร่มากที่สุด เพราะเป็นธุรกิจหลัก แต่ธุรกิจพลังงานทดแทนจะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต