ทิศทางธุรกิจโซลาร์เซลล์ปี 2561

23 พ.ย. 2560

                กระแสความนิยมติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าในปีต่อไป (ปี 2561) สถานการณ์ของธุรกิจพลังงานทดแทนประเภทนี้จะเป็นอย่างไร เพื่อจะได้วางแผนการตลาดในปีหน้าได้อย่างสอดคล้องกับสภาพตลาดที่แท้จริง ผู้ที่จะสามารถให้ความกระจ่างในด้านนี้ได้อย่างถูกต้อง และทันสถานการณ์มากที่สุดก็คือ ดร.ดุสิต เครืองาม นายกสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ไทย (TPVA) กรรมการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ซึ่งได้วิเคราะห์สถานการณ์ธุรกิจอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2561 ว่ายังคงมีความโดดเด่นน่าสนใจลงเพราะต้นทุนการติดตั้งลดลงมาก จากเดิมกิโลวัตต์ละแสนลดลงเหลือ 4-5 หมื่นบาท ทำให้ผู้ลงทุนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐ ทั้งในด้านการขอบีโอไอ หรือมาตรการรับซื้อไฟฟ้าในโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี สามารถคืนทุนได้ภายใน 7-8 ปี

                แต่ถ้าผู้ลงทุนรายใดเป็นเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมสามารถนำโครงการโซลาร์รูฟท็อปเข้าไปขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอได้ สมมติว่าโครงการมีมูลค่าสิบล้านบาท หากนำไปเข้ามาตรการที่ 7.1 ของบีโอไอ ก็จะได้รับการลดหย่อนภาษีครึ่งหนึ่งของมูลค่าโครงการ คือประมาณห้าล้านบาท สามารถนำไปหักภาษีได้ทันที เท่ากับว่าจ่ายค่าก่อสร้างให้ผู้รับเหมาไปสิบล้านแล้วได้เงินคืนมาห้าล้าน วงเงินลงทุนก็จะลดลงเหลือแค่ 5 ล้านหรือ 50% ระยะเวลาคืนทุนก็จะลดลงเหลือแค่ 3-4 ปี เท่านั้น

                ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 ก็คือจะเกิดธุรกิจเอกชนผลิตไฟฟ้าขายเอกชน จะเกิดธุรกิจขอเช่าหลังคาโรงงาน หรืออาคารขนาดใหญ่ เพื่อผลิตไฟฟ้า และขายไฟฟ้าให้เจ้าของอาคารในราคาถูก สมมติค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4 บาท ผู้ลงทุนเช่าหลังคาผลิตไฟฟ้าอาจจะขายไฟฟ้าให้ในราคาถูกกว่าการไฟฟ้าฯ 10-15% เจ้าของอาคารก็ได้ประหยัดค่าไฟฟ้า บ้านอยู่อาศัยบางคนอยู่เฉยๆ ก็จะมีคนมาเช่าหลังคา แล้วเสนอขายไฟฟ้าให้เจ้าของบ้านในราคาถูกกว่าซื้อจากการไฟฟ้า ธุรกิจลักษณะนี้จะเกิดขึ้นแบบลูกโซ่ ในปี 2561 ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดี  

                ส่วนกรณีที่เป็นมาตรการของภาครัฐ ใครก็ตามที่หวังว่ากระทรวงพลังงานจะมารับซื้อไฟฟ้าในราคาพิเศษนั้น ลืมได้เลยต่อไปจะไม่มีความช่วยเหลือแบบนี้อีกแล้ว กระทรวงพลังงานจะช่วยบ้างเล็กน้อย ใครติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้ในบ้านหรือในอาคาร บังเอิญมีไฟฟ้าเหลือ กระทรวงพลังงานจะมีมาตรการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินตรงนั้น ในราคาไม่เกินราคาไฟฟ้าขายส่ง

            แนวโน้มและทิศทางดังกล่าวจะทำให้ประชาชนมีสองทางเลือกคือ

                1.ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปไม่ต้องแคร์รัฐบาลว่าจะมาซื้อไฟฟ้าส่วนเกินหรือไม่ ตัดสินใจติดไปเลย แต่ต้องขออนุญาตตามขั้นตอน ต้องเป็น self consumption คำนวณกำลังผลิตไฟฟ้าให้พอดีอย่าให้มีไฟฟ้าเหลือ เพราะถ้าเหลือรัฐจะไม่รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน

                2.ลงทุนติดตั้งแบบผลิตเยอะๆ ให้มีไฟฟ้าเหลือเยอะๆ ด้วยการเข้าโครงการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน ซึ่งต้องรอฟังประกาศอย่างเป็นทางการ น่าจะเป็นช่วงต้นปี 2561 คาดว่าปริมาณที่กระทรวงพลังงานจะประกาศรับซื้อมีจำนวนไม่มากนัก น่าจะประมาณ 300 เมกกะวัตต์ จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ วันไหนที่ประกาศ วันนั้นมีคนสนใจสมัครเต็มโควต้า แม้ว่าราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจะราคาถูกมากๆ แต่ก็จะมีคนสนใจลงทุนอยู่ดี ส่วนคนที่พลาดโอกาสจับฉลาก ไปยื่นไม่ได้ หรือยื่นไม่ทันไม่ต้องตกใจ ก็ลงทุนธรรมดา ลงทุนติดตั้งเพื่อใช้เอง ไม่ต้องขายไฟส่วนเกิน ถึงจะใช้เวลานานหน่อย สุดท้ายก็มีความคุ้มค่าอยู่ดี

            ข้อเด่นของโซลาร์ รูฟท็อป

                1.เป็นการติดแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคาร ทำให้ไม่ได้ใช้ที่ดินที่ทำให้เกิดความสิ้นเปลือง

                2.ไม่เป็นโรงงานไม่ต้องขอใบอนุญาต รง.4 เพราะมีกฎกระทรวงออกมาฉบับหนึ่งออกมาเมื่อ ปี 2557 บอกว่าการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์อยู่บนหลังคาอาคารได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงาน สามารถติดตั้งได้เลย แต่ถ้าวางบนพื้นดินถือว่าเป็นโซลาร์ฟาร์ม ต้องขอใบอนุญาตรง.4

                กรณีนี้มีคำถามว่า ถ้าหากนำเอาแผงโซลาร์เซลล์ไปอยู่บนหลังคาโรงจอดรถเป็นโซลาร์รูฟท็อปหรือไม่ เอาแผงโซลาร์เซลล์ไปลอยอยู่ในอ่างเก็บน้ำ อยู่ในสระน้ำหน้าบ้าน หรือตามหนองบึง เป็นโซลาร์รูฟมั้ย จะได้รับยกเว้นใบรง.4 หรือไม่ ถ้าอยู่บนหลังโรงจอดรถเป็นโซลาร์ รูฟท็อป แต่ถ้าไปลอยอยู่บนอ่างเก็บน้ำ ต้องสอบถามกรมโยธาธิการ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ว่าจัดอยู่ในกลุ่มไหน คือถ้าโครงการอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม ก็โชคดีไป เพราะเป็นเขตอุตสาหกรรมอยู่แล้ว

                “ที่ผ่านมาเคยมีประสบการณ์ติดตั้งโซลาร์วางบนพื้นดินให้โรงเรียนแห่งหนึ่ง กระทรวงพลังงานกับการไฟฟ้าไม่ยอมให้เชื่อมต่อ บอกว่าเป็นโรงงาน ต้องขอใบรง.4  บังเอิญโครงการนั้นติดตั้งไปแล้ว จึงสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าต้องแก้ไปปัญหานี้อย่างไร ก็ได้รับคำแนะนำให้ให้ยกแผงสูงสองเมตร ให้ด้านล่างเป็นโรงจอดรถ ก็เลยต้องรื้อแผงโซลาร์เซลล์ ตั้งเสาขยายให้สูงขึ้น 2-3 เมตร และปูเมทัลชีท ให้เป็นหลังคา เนื่องจากว่าเขาตีความว่าถ้ายกสูงแล้วมีแต่แผงเซลล์ ไม่มีเมทัลชีท ไม่มีกระเบื้อง ก็คือโซลาร์ฟาร์ม ส่วนการลอยอยู่บนน้ำ ต้องถามกรมโรงงานว่าตีความอย่างไร”

                3.หลังคามีอุณหภูมิลดลง ทำให้อากาศเย็นลง

                4.ช่วยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้แก่หลังคาบ้าน

                เมื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ไปแล้วสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ดังนั้นคนที่มีหลังคาบ้านหันไปทางทิศใต้โชคดีที่สุด แต่ถ้าหลังคาบ้านมีพื้นที่ส่วนใหญ่หันไปทิศอื่น  ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะหายไปหลายเปอร์เซ็นต์  ทิศเหนือจะลดลงประมาณ 10% ทิศตะวันออก หรือตะวันตกลดลงประมาณ 3-4% จากนี้ไปใครคิดจะสร้างบ้านใหม่  ใครที่ประกอบอาชีพสถาปนิก หรือวิศวกร ควรออกแบบหลังคาเผื่อสำหรับติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในอนาคตด้วย อย่าสร้างตามใจชอบ เพราะการมีพื้นที่รองรับแผงโซลาร์เซลล์จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม และจะมีประโยชน์ในระยะยาวอีกหลายด้าน

            จากนี้ไปการลงทุนโซลาร์รูฟท็อป จะมีผู้ลงทุนจะสองกลุ่ม

                1.เจ้าของอาคารลงทุนเอง ใครมีเงินเก็บก็ลงทุนเพราะผลตอบแทนสูงกว่าฝากเงินธนาคาร ถ้ามีเงินไม่พอก็สามารถกู้แบงก์หรือสถาบันการเงิน

                2.เติร์กปาร์ตี้ (บุคคลที่สาม)  ลงทุนให้โดยมีสัญญาเช่าหลังคา หรือทำสัญญาจะซื้อจะขายไฟฟ้า

                สมมติลงทุนให้ 1 เมกกะวัตต์ 40 ล้าน ผลิตไฟฟ้าได้ 1 ล้าน 4 แสนหน่วย คูณ 4 ประหยัดไฟฟ้าได้ปีละ 6 ล้านกว่าบาท คือราคาค่าไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าหากค่าเฉลี่ยค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 5 บาท แผงโซลาร์เซลล์มีอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี หากคืนทุน 5-6 ปีแรก เอา 20 ปีที่เหลือหลังคูณค่าไฟเฉลี่ยหน่วยละ 5 บาท เท่ากับได้ใช้ไฟฟรีร้อยล้านบาท หมายความว่าตลอดระยะเวลา 25 ปี ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ จะได้กำไรจากการประหยัดไฟฟ้านับร้อยล้านบาท

                อีกโมเดลหนึ่ง สมมติเจ้าของหลังคาไม่มีเงินลงทุน สามารถติดต่อให้ผู้ติดตั้งโซลาร์ให้มาลงทุน แล้วเจ้าของหลังคาบอกจะขอใช้สิทธิ์ในการซื้อไฟฟ้า โดยผู้ลงทุนติดตั้งโซลาร์ดีสเคาท์ราคาไฟฟ้าให้ต่ำกว่าราคาของการไฟฟ้าหน่วยละ 50 สตางค์ ถ้าเอามาคูณกับจำนวนหน่วยที่เจ้าของหลังคาที่ต้องการใช้ไฟฟ้า 1 เมกกะวัตต์ กรณีนี้จะช่วยประหยัดได้ไม่ถึง 20 ล้านบาท คือมีความชัดเจนว่ากู้เงินลงทุนเองคุ้มกว่าให้เช่าหลังคา ดังนั้นการให้คนอื่นมาเช่ามีเหตุผลดังนี้

                1.ไม่มีเงินลงทุน

                2.กู้เงินไม่ได้ เพราะเพดานเต็ม หรือไม่กล้ากู้ ไม่อยากเป็นหนี้สิน

ปัญหาอุปสรรคของการทำธุรกิจโซลาร์รูฟท็อป

                1.การขออนุญาตจากราชการยุ่งยากซ้ำซ้อน ต้องขออนุญาตติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์กับเขต เทศบาลหรืออบต.เพื่อขอใบอนุญาตดัดแปลงอาคาร และใช้เวลาหลายเดือน และต้องมีวิศวกรเซ็นรับรอง สองสามปีที่แล้ว สมาคม TPVA ได้คุยกับกรมโยธาธิการและผังเมือง จนในที่สุดก็เจรจาจนสำเร็จ ถ้าเป็นบ้านที่อยู่อาศัย ติดตั้งแผงไม่เกิน 120 ตารางเมตร ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องขออนุญาต แต่ให้แจ้งกับหน่วยราชการในท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นโครงการใหญ่กว่าบ้านขนาด 120 ตารางเมตร ไม่ว่าจะเป็นอาคารพาณิชย์ หรือโรงงานต่างๆ ยังต้องยื่นขออนุญาต

                2.ถ้าหากโครงการโซลาร์รูฟท็อปมีขนาดใหญ่กว่า 200 กิโลวัตต์ คือใหญ่กว่า 2 พันตารางเมตร ต้องขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม  ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2535 สมาคม TPVA ได้เจรจาขอยกเลิกไม่ต้องขอใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุมอีกต่อไป โดยกำลังจะทำเรื่องผ่านกรรมการปฏิรูป เสนอไปให้กรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อนำเข้าครม.ให้ยกเลิก เพราะมีปัญหาซ้ำซ้อนกับ (ข้อ 3)

                3.ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกิดในปี 2550 ดังนั้นจึงซ้ำซ้อนกับการขอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม (ข้อ 2)

                4.ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ต้องขอใบอนุญาตเชื่อมต่อกับการไฟฟ้า คือการไฟฟ้าดูแลโครงข่าย ที่เรียกว่าสายส่ง สายจำหน่าย คนที่ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปใช้ไฟฟ้าเอง  อย่าเป็นโซลาร์กองโจร ให้เป็นโซลาร์อยู่บนพื้นดิน คือต้องขออนุญาตให้ถูกต้อง จะได้ไม่เป็นปัญหากับลูกหลานในอนาคต

                ปัจจุบันถึงแม้สามารถลดขั้นตอนได้บ้าง แต่หลายๆ ขั้นตอนที่เหลือ ยังยุ่งยาก สมาคม TPVA จะหาวิธีทำอย่างไรให้สามารถติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น ทั้งในด้านของการลดเวลา และลดค่าใช้จ่าย ระเบียบการตรงนี้ค่อนข้างเยอะ และสาหัสจริงๆ ค่าใช้จ่ายก็เยอะเกินความจำเป็น  เพื่อปฏิรูปให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์มีความเป็นเสรีมากกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้